ความทุกข์ในใจเรา = เหตุอยู่ที่ใจ
เมื่อทุกข์เกิด ให้แก้ที่เหตุ คือ แก้ที่ กิเลส
+ ตัณหา + อุปทานของเรา เช่น คนด่านินทา
= เป็นปัจจัยภายนอก เราจะไปแก้ไข ห้าม หรือควบคุมความคิดหรือคำพูดของคนอื่นไม่ได้ แต่เราแก้ได้ที่ใจของตัวเอง โดยพิจารณาดูที่เหตุ ตรงที่รับอารมณ์ คือ ชอบหรือไม่ชอบ แล้วกำหนดรู้ให้เท่าทันว่า มันเป็นพียงแค่ความรู้สึกเท่านั้น ก็เท่ากับว่า “จบ”
ไม่เกิดปัญหา ไม่ต้องไปคิดปรุงแต่งวุ่นวายกันอีก
เมื่อใดยังไม่นึกคิดไม่ปรุงแต่งไปตามอำนาจกิเลส ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อความคิดเริ่มทำงานนึกคิดไปตามอำนาจตัณหาความทะยานอยาก ก็จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะเราเอาคำพูดหรือการกระทำของคนอื่นมามีอิทธิพลเหนือใจของเรา ฉะนั้นต้องรู้จักสังเกตุอารมณ์และความรู้สึก ให้รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง รู้จักตัดทันทีเมื่อเกิดอารมณ์โลภ โกรธ หลง รู้ทันอารมณ์ยังไม่พอ ต้องรู้เท่าทันด้วยปัญญา คือพิจารณาโดยแยบคาย ให้รู้เท่าทันตามความเป็นจริงว่า สิ่งนี้มีโทษ เป็นของไม่แน่นอน ไม่ควรเข้าไปยึดมั่น ถ้าไปเอาจริงจัง จะก่อให้เกิดเป็นตัณหาอุปาทานขึ้นมา
สติปัญญาทำให้เรารู้เท่าทันว่า ที่เราเครียด กลุ้มใจ…
ก็เพราะเราไปยึดติดอยากได้-ดี-มี-เป็น โดยไม่รู้จักพอ ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นจะต้องเสื่อมสลายหมดไป เราจึงเสียดายและเสียใจ เพราะเราไปหลงคิดว่าทุกอย่างนั้นมันเป็นเราเป็นของเราไม่น่าจะจากเราไปเลย จึงรู้สึกสูญเสียผิดหวัง แต่ความจริงแล้วที่เราสูญเสียคนที่รัก ทรัพย์สินเงินทอง ถือว่าเสียเพียงนิดเดียวเท่านั้น เพราะอีกหน่อยเราจะต้องสูญเสียมากกว่านี้อีก นั่นคือเมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง แม้กระทั่งร่างกายและชีวิตนี้ ที่เราอุตส่าห์เฝ้าทะนุถนอมปรนเปรอมัน ถึงวันที่เราจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้อะไรจากเงินทองที่หามาด้วยความเหน็ดเหนื่อยตลอดชีวิต ต้องจากมันไป เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง นอกจาก บาป บุญ กรรมดีกรรมชั่ว และธรรมะ ที่จะติดตามเราไปทุกภพชาติ
หมั่นทำจิตให้สงบอยู่เสมอ ติดตามดูความรู้สึกนึกคิดให้รู้เท่าทันการปรุงแต่งทุกขณะ รู้เห็นแล้ว หมดสงสัยแล้ว ก็ปล่อยวางออกไปจากจิต อย่าไปยึดติดกับมัน ถ้าจะคิดการงานทำอะไร ให้คิดด้วยพื้นฐานของความสงบ คิดแล้วผ่อนคลายไม่เครียด นำปัญญามาแก้ไขปัญหาของชีวิต จิตที่ฝึกจนฉลาด จะไม่หลงยึดติดกับอารมณ์ ไม่ผูกพันอาลัยในสิ่งใดๆ เพราะรู้เท่าทันตามเป็นจริง นั่นแหละคือตัวชี้ผลของวิปัสสนา เราจะไปฝึกวิปัสสนาแบบไหนก็ได้ แต่อย่าไปติดรูปแบบวิธีการที่ชอบกำหนดตั้งกันขึ้นมา อย่าหลงยึดมั่นว่าแนวทางของตัวเองเท่านั้นที่ถูกต้อง เปิดใจไว้บ้าง อย่าเป็นชาล้นถ้วยที่เติมสิ่งดีๆ ไม่ได้อีกแล้ว
ธรรมะที่แท้จริงไม่เป็นอะไรทั้งหมด ธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมะที่แท้ย่อมอยู่เหนือหรือพ้นไปจากเหตุและผล เพราะถ้าเราไม่สมมุติคำว่าเหตุและผลขึ้นมาใช้พูดหรือเขียนกันแล้ว ธรรมะที่แท้จริงนั้นก็ย่อมจะมีอยู่เหมือนเดิม แม้ไม่มีเหตุและผล ธรรมะก็คือธรรมะอยู่วันยันค่ำ จิตที่ไม่มีกิเลส ย่อมไม่คิดว่าตัวเราเองเป็นอะไร ไม่คิดว่าตัวเป็นพระอรหันต์ ไม่คิดว่าตัวบรรลุโสดาบัน ไม่คิดว่าตัวเป็นปุถุชน เพราะฉะนั้นเราจึงควรมีศีล ทำจิตให้สงบ และปลดปล่อยความรู้สึกทั้งปวง แล้วเข้ามาปฏิบัติพิจารณาธรรม คือกายจิตเราเขา จนถอดถอนความเห็นผิดติดยึด ที่เรามีในกายจิตเราเขา ที่สุดก็จะหมดทุกข์และสงบเย็นได้ถาวร นี่คือจุดสูงสุดที่พระพุทธเจ้าสอน
เมื่อพูดถึงนิพพาน บางคนคิดว่าเป็นเรื่องที่สูงเกินกว่าที่ตัวเองจะรู้หรือเข้าถึงได้ แต่บางคนกลับคิดว่าตัวเองไปเห็นนิพพานมาแล้วจากการทำสมาธิภาวนา สรุปได้ว่า คนทั้ง
2 พวกนี้ ไม่ฉลาดพอๆ กัน ถามว่านิพพาน คืออะไร?
ก็ตอบได้ว่า “นิพพานไม่คืออะไร”
ถ้าเรายังไม่เข้าใจ ก็ควรหันมาสนใจเรื่องพุทธธรรม และฝึกฝนปฏิบัติตามแบบฉบับที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า ถ้าถามว่า ชีวิตคืออะไร?
ตอบได้ว่า ชีวิตคือภาวะรู้ ในกระแสของความไหลเวียนเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งที่หาความแน่นอนไม่ได้ เพราะกฎแห่งอนิจจตา คือความไม่เที่ยงที่ดำเนินอยู่บนโลกบนจักรวาลนี้ตลอดเวลา ซึ่งมีความทุกข์เป็นธาตุแท้ของชีวิต เพราะในขณะที่รู้สึกว่ามีความสุข จริงๆ แล้วเป็นเพียงช่วงที่ความทุกข์กำลังลดระดับลงเท่านั้น

The best titanium pipes for sale - TITanium Arts
ตอบลบkeyword 2020 ford edge titanium for sale titanium oakley titanium glasses pipes titanium pan domain remmington titanium www.titanium-arts.com nano titanium ionic straightening iron