เมื่อใดที่ต้องเจอกับความผิดหวังหรือขาดทุนในเรื่องใดๆก็ตาม ลองย้อนถามตัวเองดูว่า เราขาดทุนอะไร?
ทุกชีวิตเกิดมาบนโลกนี้ ไม่มีใครหอบหิ้วสิ่งต่างๆออกมาจากท้องแม่ด้วย มีแต่ความเปล่าเปลือย แล้วเราจะมาตีโพยตีพายอะไร ขาดทุนหรือผิดหวังได้อย่างไร เราไม่ควรปล่อยให้การได้หรือเสียมามีอำนาจเหนือจิตใจ เพราะเรื่องที่ชีวิตเราควรจะได้รับอย่างแท้จริง คือเรื่องภายในใจของเราที่ควรจะต้องสงบอยู่เสมอ โดยมีปัญญามองเห็นจุดหมายปลายทางของชีวิตว่า เราเกิดมาเพื่อสร้างความดีให้แก่ตัวเองและผู้อื่น นี่คือสิ่งดีที่สุดที่เราควรจะกระทำในฐานะที่เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อกิน กาม เกียรติ์ แก่งแย่งผลประโยชน์เอาเปรียบกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งทำก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อย เหนื่อยทั้งกายและใจ ใครจะมาเอาเปรียบ เราก็ต้องนิ่งเข้าไว้ นิ่งนี้ไม่ใช่นิ่งหูทวนลม แต่นิ่งเพราะใช้สติขบคิดอย่างมีเหตุและผล โดยไม่ปล่อยให้ตัวเองตกเป็นทาสของอารมณ์ คนที่เงียบก่อน คือคนที่ชนะอย่างแท้จริง เพราะเราชนะใจตัวเอง
ส่วนใหญ่เราเป็นทุกข์ ในเรื่องที่อยากจะให้คนอื่นเป็นไปตามที่เราต้องการ ถ้าเค้าทำไม่ถูกใจ เราก็จะสร้างแง่ มีอคติ โดยเอาความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ การตัดสินใครว่าเป็นคนดีหรือเลวก็อยู่ที่ความคิดของเรา บางคนที่ไม่ว่าใครก็มองว่าเค้าเป็นคนไม่ดี ไม่น่าคบ แต่เค้าก็อาจเป็นคนที่ดีที่สุดในสายตาเราก็ได้
ขอยกตัวอย่างนิทานเรื่อง ตะปูของพ่อ เรื่องมีอยู่ว่า มีเด็กชายคนหนึ่งเป็นคนใจร้อน อารมณ์ฉุนเฉียว โมโหง่าย พ่อจึงออกอุบายโดยบอกกับลูกว่า เมื่อใดก็ตามที่ลูกรู้สึกโกรธหรือโมโห ให้นำตะปูไปตอกที่รั้วหลังบ้าน
1 ตัว วันแรกผลปรากฏว่า มีตะปูที่รั้วถึง
37 ตัว ลูกชายได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่พ่อต้องการให้เค้าแก้ไขคือ การรู้จักควบคุมอารมณ์ ซึ่งเค้าคิดว่าการควบคุมอารมณ์นั้น ยังจะง่ายกว่าการตอกตะปูซะอีก
ดังนั้นเค้าจึงพยายามระงับอารมณ์ให้เป็นคนใจเย็นลง ตะปูที่รั้วจึงลดจำนวนลงเรื่อยๆ ทุกวัน จนในที่สุด เค้าก็สามารถควบคุมตัวเองได้ เมื่อพ่อทราบดังนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า ถ้าลูกชนะใจตัวเองได้ในแต่ละครั้ง ให้ถอนตะปูออกครั้งละ
1 ตัว สุดท้ายเค้าสามารถควบคุมอารมณ์ได้จนถอนตะปูออกจนหมด
เค้าดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อ พ่อไม่ได้พูดคำใดออกมา แต่จูงมือลูกชายไปดูรั้วที่หลังบ้าน แล้วพูดว่า “รั้วของพ่อไม่เหมือนเดิม เพราะขณะนี้เต็มไปด้วยรอยตะปูหลงเหลืออยู่...
จำไว้นะลูก เมื่อไหร่ที่ลูกจะทำอะไร จะพูดอะไรด้วยอารมณ์ สิ่งนั้นมันจะทำให้เกิดรอยแผลขึ้นในใจคนอื่น ถึงลูกจะขอโทษแล้ว เค้าจะยกโทษให้หรือไม่ก็ตาม แต่มันก็เกิดรอยร้าวขึ้นในใจ ที่เค้าคงไม่อาจลืมได้ เหมือนรอยตะปูที่ลูกตอกลงไปบนรั้วไงล่ะ”
เราไม่จำเป็นต้องไปโกรธหรือไปอิจฉาริษยาใคร เพราะทุกชีวิตไม่ว่าคนหรือสัตว์ ต่างก็มีวัฏจักรเดียวกัน คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีความทุกข์ท่วมท้นหัว โถมทับใจด้วยกันหมด ต่างคนต่างก็มีปัญหาส่วนตัวที่ไม่อยากจะบอกใครด้วยกันทั้งนั้น แล้วเราจะมาพาลหาเรื่องทะเลาะเบียดเบียนซ้ำเติมกันไปทำไม เราพูดเราสะใจ แต่ถ้าเราเป็นคนฟัง เราจะรู้สึกสะใจที่ได้ฟังคำพูดหรือการกระทำที่ทิ่มแทงนั้นมั้ย ใช้คำว่า ใจเค้าใจเรา เตือนสติตัวเองทุกครั้ง แล้วเราจะไม่ทำร้ายใคร ไม่ว่าจะด้วยคำพูด หรือการกระทำ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น