ถ้าเราได้ครอบครองเป็นเจ้าของสิ่งใด ให้พึงระลึกไว้เสมอว่า สักวันเราก็จะต้องเป็นทุกข์เจ็บปวดกับสิ่งนั้น ไม่ว่าจะบ้าน รถ ผัวเมีย ทรัพย์สมบัติ ตำแหน่ง หน้าที่การงาน คนทุกคน ของทุกชิ้น มีวันเสื่อมสลาย ไม่จากเป็นก็จากตาย ยิ่งเราไปยึดติดมันมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทุกข์มากเท่านั้น
นาย ก. ตำแหน่งใหญ่โต
ทรัพย์สินมากมาย แต่กลับคิดว่า ไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย ก็จะเบาสบายใจ เทียบกับนาย ค.
เป็นพนักงานธรรมดา เงินเดือนไม่มาก ทรัพย์สินมีพอที่จำเป็น แต่ถ้าเค้าคิดว่า เค้าคือเจ้าของทุกอย่างที่จะยังอยู่กับเค้าตลอดไป ชีวิตก็จะมีแต่ความหนัก เพราะแบกทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ โดยลืมไปว่า แม้ชีวิตของตัวเอง ก็ต้องดับสลายไป ไม่วันใดก็วันหนึ่งอยู่ดี
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรฺหมรังสี เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ คราวหนึ่งท่านได้รับนิมนต์ไปสวนแห่งหนึ่งแถบธนบุรี จึงเดินทางด้วยเรือสำปั้นโดยมีลูกศิษย์พายเรือให้ ช่วงนั้นน้ำแห้งพอดี ไม่สามารถพายเรือเข้าไปได้ ท่านจึงลงเข็นเรือกับลูกศิษย์ ชาวบ้านเห็นเข้าก็ร้องตะโกนบอกกันว่า “สมเด็จเข็นเรือโว้ย”
ท่านได้ยินก็ตอบว่า “ฉันไม่ใช่สมเด็จดอกจ๊ะ ฉันชื่อขรัวโตจ๊ะ สมเด็จท่านอยู่ในเรือนะจ๊ะ”
ว่าแล้วก็ชี้ไปที่พัดยศที่ตั้งอยู่กลางเรือ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะท่านไม่เคยหลงใหลได้ปลื้มกับสมณศักดิ์ หรือยึดมั่นสำคัญตนว่าเป็นสมเด็จ ท่านรู้ดีว่ามันแค่สมมุติหรือหัวโขนเท่านั้น ถึงเวลาก็วางลง แล้วกลับมาเป็นขรัวโตธรรมดาๆ ที่พร้อมจะเข็นเรือช่วยลูกศิษย์
วิธีง่ายๆ คือ เราคือตัวเราที่กำลังมอง ความทุกข์หรือปัญหานั้นเป็นแค่ก้อนเน่าๆ ก้อนหนึ่งที่วางอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องไปหยิบมันมาแบก หรือถ้าจะหยิบ ก็ขอให้หยิบขึ้นมาเขวี้ยงทิ้งไปไกลๆ ถ้าคิดได้แบบนี้ จิตก็จะเริ่มสงบขึ้น อารมณ์ขุ่นมัวก็จะค่อยๆ ใสขึ้น อาการเต้นรัวของหัวใจก็จะนิ่งขึ้น อยากรู้ว่าเป็นยังไง ลองยกมือข้างไหนก็ได้ข้างเดียว แล้วเหวี่ยงมือข้างนั้นออกไปเหมือนตบอากาศ โดยที่ไม่มีมืออีกข้างหรือมือของคนอื่นยื่นมาตบด้วย ถามว่า คุณได้ยินเสียงอะไรบ้าง เงียบ… เงียบ… เพราะไม่มีอะไรมากระทบให้เกิดเสียง (ให้เกิดอารมณ์) นี่คือ การดับทุกข์ที่แท้จริง ซึ่งมีอยู่แล้วในคนทุกคน อยู่ที่เราจะคิดได้หรือไม่ได้เท่านั้น โดยไม่ต้องไปแสวงหาวิธีการดับทุกข์จากภายนอกเลย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น