วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สิ่งที่ทำให้สนุก คือสิ่งที่คาดเดาไม่ได้

ผิดหวัง เมื่อเราคาดหวัง .... เป็นทุกข์ เมื่อเรารู้สึกเป็นสุข .... และทันทีที่คิดว่ากูฉลาด นั่นคือคุณได้กลายเป็นคนโง่โดยสมบูรณ์..... ทุกอย่างมาสองด้านเสมอ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่มีอะไรอยู่ค้ำฟ้าแม้แต่ลมหายใจของตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่เราคิดว่า ตัวเองคือศูนย์กลางของจักรวาล ทุกอย่างอยู่ในความควบคุมของเรา ก็เตรียมตัวทุกข์ได้เลย 


   

คลิปนี้บอกอะไรเรา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่คำโปรยที่เขียนมาข้างต้น....? 
คนเรามักยึดติดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะอยู่กับเราไปตลอด และดำเนินชีวิตไปตามเส้นทางที่ตนเองมองเห็น คาดการณ์ และ (คิดไปเองว่า) ควบคุมได้ ไม่ใช่ว่าการยึดแนวทางเช่นนี้เป็นสิ่งผิด  แต่เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าสิ่งที่เราคิดว่าใช่ คิดว่าแน่นอน มันจะเป็นไปตามที่เราคาดไว้ทุกประการ ถ้าเรายังไม่ไปถึงจุดๆนั้น

หลายคนอาจเถียงว่า แล้วทำไมเราต้องยอมเสี่ยงกับอะไรที่หาความแน่นอนไม่ได้ เหมือนกับการกระโจนลงน้ำ ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าน้ำนั้นจะลึกแค่ไหน และตัวเองก็ยังว่ายน้ำไม่แข็งพอ สู้นั่งอยู่ริมขอบนั่งดูคนอื่นแหวกว่ายกัน.... ไม่ดีกว่าเหรอ..? 

คำตอบคือ ดี แต่จะดียิ่งกว่า ถ้าคุณค่อยๆแหย่เท้าลงไป เช็คอุณหภูมิดูบ้าง เช็คสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนั้นบ้าง หรือลองหาห่วงยางมาสวมแล้วลองหย่อนตัวเองลงไปแหวกว่ายบ้าง แน่นอนว่า คุณอาจจะค้นพบความรู้สึกใหม่ อาจเป็นความรู้สึกในแง่บวกหรือแง่ลบก็สุดแล้วแต่ แต่ไม่ว่าจะแง่ไหน คุณจะได้ยินเสียงเต้นระรัวของหัวใจตัวเอง ผสมปนเปอยู่ด้วยแน่นอน... ความรู้สึกนี้เองที่เรียกว่า ความสนุก

อารมณ์สนุกของคนเรามีหลายแบบ สนุกพราะลุ้น สนุกเพราะควบคุมได้ สนุกเพราะมันเป็นไปตามที่เราคาดหวัง เหมือนการเชียร์ฟุตบอล ความสนุกจะมากขึ้น ถ้าในความสนุกนั้นแฝงด้วยความปลอดภัย ทีมที่เราเชียร์เล่นได้ถูกใจหรือมีคะแนนนำอยู่ หรือในแง่กลับกัน สิ่งที่ดีกว่าก็อาจมาจากความรู้สึกที่ไม่สนุก เช่น การหลงทาง บางทีก็ทำให้เราได้เจอเส้นทางใหม่ที่ดีกว่าได้โดยบังเอิญ 

เช่นเดียวกับการขับรถจากบ้านไปที่ทำงาน ไปทำงาน กลับบ้าน ออกจากบ้าน ไปที่ทำงาน แม้สถานที่เริ่มและปลายทางจะเป็นที่เดิมๆ แต่เส้นทางใช่ว่าจะต้องเหมือนเดิม เพราะถ้าเรายังยึดกับเส้นทางเดิม เราจะไม่มีวันรู้เลยว่า จริงๆแล้ว มันยังมีทางลัด ทางรถไม่ติด ทางถนนไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ รอให้เราไปค้นเจออยู่ 

การใช้ชีวิตของเรา ก็คือการเดินทางตั้งแต่เราเกิด เดินบ้างวิ่งบ้าง หรือบางคนก็แว้นบ้าง ไปจนถึงปลายทางคือความตาย เหมือนคำพูดในคลิปนี้ตอนหนึ่งว่า ... ถ้าการเิดินทาง เริ่มจากปลายเชือกด้านหนึ่ง ไปสิ้นสุดที่ปลายอีกด้าน แน่นอนว่า สุดท้ายเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ปลายเชือกที่เราเลือกใช้เวลาไปกับมัน จะให้ผลอย่างไร แต่ตอนนี้ สิ่งที่รู้แ้ล้วแน่ๆก็คือ มีเชือกมากมายหลายเส้นให้เราเลือก .....มันน่าเบิกบานใจที่ได้เห็นแบบอื่นๆในเรื่องเดิมๆ...  

แค่เราลองเปิดใจให้กว้างขึ้น เปิดไปแล้ว 4 ห้อง ก็ลองเช็คดูว่า ยังมีห้องอื่นในใจให้เปิดอีกมั้ย ห้องที่กักเก็บความกลัว อีโก้ ความคาดหวัง การยึดติด ....ยังมีหลงเหลือให้เราได้เปิดออกมาอีกหรือเปล่า?








วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พิสูจน์ศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง พร้อมกับได้เข้าถึงธรรมะไปในตัว



ช่วงเวลาที่เรากำลังฝ่าฟันเพื่อพิชิตจุดหมายอะไรสักอย่าง นั่นคือ นาทีทองที่เราจะสามารถพิสูจน์ศักยภาพที่แท้จริงในตัวเองว่า จริงๆแล้วพละกำลังทั้งทางกายและใจที่เรามีอยู่นั้น อาจมีมากกว่าหรือน้อยกว่าที่เราคิด แรงผลักดันในตัวเองมีพลังมหาศาลที่จะนำพาเราไปให้ถึงจุดหมายได้ อยู่ที่ว่า.... เราได้ลองพิสูจน์และใช้มันอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง?

พระไพศาล วิสาโล ได้บอกไว้ว่า....

การจาริกบุญ ณ ขุนเขาศรีปาทะ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นประสบการณ์เหนื่อยที่สุดในชีวิต อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าไม่มีรอยพระพุทธบาทหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่บนนั้น จะมีสักกี่คนที่จะเพียรพยายามไปให้ถึงยอด แต่อีกด้านหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่า สำหรับคนที่ขึ้นไปถึงยอด จะมีใครบ้างมั้ยที่ไม่พิศวงว่าตัวเองไปถึงยอดนั้นได้อย่างไร

ศรีปาทะ เป็นอะไรหลายอย่างสำหรับนักจาริกแสวงบุญ หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือสิ่งกระตุ้นเราให้ทุกคนใช้ความเพียรอย่างถึงที่สุด และช่วยให้ทุกคนได้ค้นพบตัวเองว่าตนมีศักยภาพมากกว่าที่เคยคิด ยิ่งกว่านั้น ก็คือสามารถเป็นได้มากกว่าที่เคย

ในอดีต การจาริกแสวงบุญต้องอาศัยการเดินทางเป็นแรมเดือน ไม่มีรถยนต์ที่จะพามาถึงเชิงเขา นอกจากความเพียรแล้ว ทุกคนยังต้องรักษาศีล ซึ่งหมายถึงการอยู่อย่างสมถะ ลดละความสะดวกสบาย ยิ่งเดินทางได้ไกลเท่าไหร่ยิ่งได้ขัดเกลาชีวิตจิตใจของตัวเองให้โปร่งเบา เป็นอยู่อย่างเรียบง่ายมากขึ้น และเมื่อคราวที่จะต้องขึ้นเขา ก็จะตระหนักแก่ใจว่า อะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับชีวิต ใครที่แบกสัมภาะไปมากมาย การขึ้นเขาจะเป็นความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก ถึงตอนนั้นจะรู้ว่า เพียงแค่น้ำ อาหาร และผ้าไม่กี่ชิ้นก็เพียงพอแล้ว จุดหมายจริงๆคือไม่ใช่อยู่ที่ยอดเขา หากอยู่ที่การแปรเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนใหม่

รอยพระพุทธบาทบนยอดเขาศรีทะทะนั้น เป็นอุดมคติสูงสุดของชาวพุทธคือ นิพพาน หรือการรู้แจ้ง ความดีงามและความใฝ่ฝันอันสูงสุดนั้น ไม่ได้อาศัยแค่ความเพียรเท่านั้น  ยังอาศัยศิลปะในการดำเนินชีวิตด้วย ซึ่งเป็นอันเดียวกับศิลปะของการขึ้นเขา  ก็คือ การรักษาใจให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่พะวงถึงอนาคต ไม่ว่าจุดหมายจะยาวไกลแค่ไหน ให้ใส่ใจกับกับชีวิตและการทำงานในแต่ละขณะให้ดีที่สุด

ยิ่งอยากให้ถึงไว กลับถึงช้า แต่เมื่อไม่สนใจจะถึง กลับถึงไว การรู้จักพักในทุกย่างก้าวย่อมทำให้เดินได้นานและถึงจุดหมายได้ฉันใด การพักทุกขณะที่ทำงานย่อมช่วยให้มีพลังทำงานอย่างต่อเนื่องจนบรรลุความสำเร็จได้ฉันนั้น ไม่ใช่แต่จุดหมายอันสูงสุดเท่านั้น แม้กระทั่งจุดหมายที่แสนธรรมดาก็บรรลุได้ด้วยศิลปะดังกล่าวด้วยเช่นกัน 

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ฝึกจิตให้สงบ คือกุศลสูงสุด


การฝึกจิตไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ จะต้องผ่อนคลายทั้งกายและใจ เพื่อการพักใจ และเพื่อคลายจากทุกข์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถพ้นทุกข์ได้ในที่สุด ดังนั้นจะต้องไม่เครียดกับการปฏิบัติ และจะต้องไม่หวังผลให้ถึงหรือให้เป็นอะไร การที่คนเรามีความทุกข์ความเครียด ก็เพราะ จิตส่งออกนอก หรือ จิตส่งออก ไปยึดถือ คือรักใคร่ เกาะเกี่ยว พัวพัน ห่วงใยลูกหลาน สามีภรรยา ทรัพย์สมบัติ บิดามารดา ญาติพี่น้อง ไปวุ่นวายกับการทำมาหากิน การงานและเงินทอง มีความถือสา สนใจ ให้ค่า ให้ความสำคัญ พอใจ ไม่พอใจ ยินดี ยินร้าย รัก ชัง อยากหรือไม่อยาก หรือให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้น มีอิทธิพลต่อจิตใจตลอดเวลา จะหาความสงบจากความทุกข์ได้ยาก


ในทางกลับกัน การอยู่กับทุกข์แต่ไม่เห็นทุกข์ เมื่อไรเราได้ฝึกปฏิบัติให้ใจเป็นอิสระจากสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ใจก็จะพบกับความสงบ ซึ่งเป็นสุขจริงๆ หลายคนบอกว่า ชีวิตก็ยังมีพ่อมีแม่มีลูกมีหลานต้องเลี้ยงดู ก็ต้องทำมาหากิน จะให้ปล่อยวางได้อย่างไร


หลักใจ คือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องล่อจิต ให้พรากออกมาจากการวุ่นวาย เกาะเกี่ยว พัวพัน พระพุทธองค์ได้ยกตัวอย่างหลักใจไว้ถึง 40 อย่าง เช่น ให้นึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งนิยมใช้คำบริกรรมว่า พุทโธ แทน หรือการเพ่งธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือสีแดง สีเขียว สีเหลือง สีขาว หรือกำหนดพิจารณาความสกปรกของร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน เนื้อ อวัยวะภายใน กระดูก จนป่นเป็นธุลีดิน หรือความสกปรกของอาหารที่กินเข้าไป หรือกำหนดพิจารณาความแก่ เจ็บ ตาย เน่าเปื่อย จนสลายกลายเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ จนหมดสิ้น


การทำบุญด้วยทรัพย์สินเงินทอง เป็นบุญภายนอกตัวเรา บางคนแม้ทำมากมายแค่ไหน ก็ยังวุ่นวายใจ เร่าร้อน ไม่สบายใจ เพราะว่าไม่ได้ทำบุญภายในตัวเราเอง ซึ่งเป็นบุญที่มีอยู่แล้วในตัวของทุกๆ คน ไม่ต้องวิ่งหาไปทำที่อื่น แต่ต้องลงทุนด้วยแรงกาย การภาวนา ฝึกจิตใจ ให้เกิดสติ สมาธิ ปัญญา จึงจะถือว่าเป็นการทำบุญสูงที่สุดในชีวิต และได้มากที่สุด พระพุทธองค์ตรัสว่า จิตสงบเป็นสมาธิแค่แว๊บเดียว เท่ากับช้างสะบัดหูหรืองูแลบลิ้น จะมีอานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่าการสร้างเจดีย์บูชาพระพุทธศาสนาด้วยทองคำด้วยตัวท่านเองคนเดียว จนยอดเจดีย์นั้นสูงถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และการสร้างทานบารมีมานานกี่ภพกี่ชาติ รักษาศีลมากี่ภพกี่ชาติ นั่งสมาธิมาจนจิตสงบมากี่ภพกี่ชาติ นานปานใดก็ตาม บุญบารมีนั้นไม่เท่ากับการมีสติปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงในร่างกายและจิตใจของตัวเองไปเรื่อยๆ จนปล่อยวางไปหมดสิ้น ไม่เข้าไปเกาะเกี่ยว พัวพัน ยึดติดยึดถือสิ่งใดในร่างกายและจิตใจของตัวเอง จะมีอานิสงส์สูงกว่าการทำสมาธิจนจิตสงบมานานไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ

ทุกข์ คือโอกาสทอง


คำกล่าวที่ว่า ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม ยังใช้ได้ดีเสมอ คนที่ได้เห็นทุกข์ มองในแง่ดี จริงๆ แล้วเป็นคนโชคดี เพราะได้เห็นถึงไตรลักษณ์ นั่นคือ เห็นถึงความเป็นอนิจจัง มีเกิด ก็มีดับ หรือมีการแปรสภาพไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งจะอยู่เพียงชั่วคราว ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ เห็นถึงอนัตตา ความว่างเปล่า ไม่มีตัวตน ไม่มีเจ้าของ


ไตรลักษณ์เป็นความจริงในธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ และทรงสอนเราให้รู้และเข้าใจ ถ้ารู้แจ้งไตรลักษณ์ด้วยวิปัสสนาญาณ ก็จะสามารถถอนตัณหาอุปทานในชีวิตและสิ่งทั้งหลายได้ จะทำให้พ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง ถ้าไม่สามารถรู้ได้ด้วยวิปัสสนาญาณ แต่รู้ด้วยปัญญาจดจำมา ก็จะทำให้รู้หลักความจริงในชีวิต เมื่อเรายอมรับหลักความจริงนี้แล้ว ก็จะสามารถอยู่ในโลกที่แสนจะสับสนวุ่นวายนี้ได้อย่างสงบสุข


คนฉลาดย่อมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสเสมอ การที่เรามีทุกข์ ได้เห็นกับสัจธรรมนี้ ทำให้เรามองสิ่งต่างๆ ครบทุกด้าน ทั้งด้านดีและด้านเสีย ด้านทุกข์และด้านสุข ด้านสมหวังและด้านผิดหวัง เมื่อชีวิตเจอกับความสุขสมหวัง ก็จะไม่ตื่นเต้นดีใจจนเกินไป เมื่อถึงคราวเจอกับความทุกข์และผิดหวัง ก็จะไม่ทุกข์เกินไป เพราะเราคาดหมายไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว


คนส่วนใหญ่มักจะมองโลกและชีวิตเฉพาะในแง่เดียว คือแง่ที่ตัวเองชอบ ทำงานก็มองแต่แง่ผลสำเร็จ ค้าขายก็มองเฉพาะแง่กำไร มีความรักก็มองเฉพาะในแง่สมหวัง เมื่อชีวิตแสดงด้านเสียออกมา ก็เป็นทุกข์ร้อน คนที่รู้หลักอนิจจัง ทุกขัง จัดว่าเป็นคนที่รู้กฎกติกาของชีวิต ยิ้มเสมอทั้งในเวลาที่ผิดหวังและสมหวัง คนแบบนี้จะได้เปรียบในทุกสถานการณ์ของชีวิต เพราะเค้ารู้ว่า ทุกสิ่งเมื่อเกิดมาแล้ว มันจะค่อยๆ เสื่อมลง ในที่สุดก็จะหายไป จิตใจจะเข้มแข็ง อดทนต่อความทุกข์ได้ อย่างมีความเข้าใจและแจ่มใส ไม่มีทางที่จะฆ่าตัวเอง เพราะรู้ดีว่า ถ้าอดทนต่อไปอีกหน่อย ทุกข์นั้นก็อาจจะหนีจากไปเอง


สำหรับหลัก อนัตตา ความว่างเปล่าไม่มีตัวตน เป็นหลักที่ลึกซึ้งที่สุด เข้าใจยากที่สุด เพราะเป็นหลักความคิดใหม่ ที่ฝืนความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไป การเข้าใจหลักอนัตตา จะทำให้เราถอดถอนความยึดถือเรื่องตัวกูของกูได้อย่างเด็ดขาด เมื่อหมดความยึดถือในตัวกูของกูได้แล้ว ความยึดถือในสิ่งอื่นๆ ก็พลอยหมดไปด้วย เพราะตัวกูของกู เป็นสุดยอดของสิ่งที่คนยึดถือ และเพราะการยึดถือตัวกูของกูนี่แหละ ความชั่วและทุกข์ทั้งปวงจึงเกิดมา


นิทานเรื่องหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว ด้วยความโง่เขลา มันจึงเดินซุ่มซ่ามตกลงไปในบ่อแห่งหนึ่ง มันร้องครวญครางอยู่เป็นเวลานาน ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีช่วยมันขึ้นมา ในที่สุดชาวนาก็หวนคิดขึ้นได้ว่า เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้ว อีกอย่าง บ่อนี้ก็ต้องกลบ ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา ชาวนาจึงไปขอร้องชาวบ้านให้มาช่วยกันกลบบ่อ ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ ครั้งแรกเมื่อดินไปถูกหลังลา มันก็สะดุ้งร้องโหยหวนทันที เพราะรู้ชะตากรรมของตัวเอง สักพักทุกคนก็แปลกใจเพราะเจ้าลาเงียบเสียงไป เพราะหลังจากที่ชาวนาตักดินใส่ลงไปในบ่อได้สักสองสามพลั่ว เมื่อเหลือบมองลงไปในบ่อ ก็ต้องพบกับความประหลาดใจ เพราะลามันจะสะบัดเดินออกทุกครั้งที่มีผู้สาดดินลงไปกระทบโดนหลังของมัน แล้วมันก็จะก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินนั้น ยิ่งทุกคนพยายามเร่งสาดดินลงไปมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ก้าวขึ้นมาได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น ไม่ช้า เจ้าลาตัวนั้นก็สามารถหลุดพ้นจากปากบ่อนั้นมาได้


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ชีวิตนี้มีอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาหาเรา ก็เปรียบเสมือนดินที่สาดเข้ามาหาเรา จงอย่าท้อถอยและยอมแพ้ ใช้สติและปัญญาแก้ไขมัน เพื่อที่จะก้าวออกจากปัญหาได้สูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเจ้าลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้


จำไว้ว่า ทุกข์ที่สุดอยู่ที่ตรงไหน สุขที่สุดมันก็อยู่ที่ตรงนั้น


เมื่อมีความทุกข์ จงหยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด ตั้งสติใช้ปัญญา อดทนอดกลั้น หยุดทุกสิ่งไว้ก่อน ยังไม่ต้องแก้ปัญหาภายนอก ขอให้แก้ปัญหาที่ภายในก่อน กำหนดสติสมาธิ ปล่อยวางความรู้สึกที่ไม่ดี ปล่อยจิตให้ว่างๆ ว่างจากอดีต ว่างจากอนาคต เหลือแต่จิตที่มีความรู้สึกตัว เมื่อจิตสงบสบายแล้ว ค่อยๆ คิดแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา เมื่อจิตใจดีสบายใจ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ให้มีความหวังและกำลังใจที่จะสู้

ลองฝึกสมาธิกันดีกว่า


ตามที่ได้บอกไว้ข้างต้นว่า การกำหนดทำได้หลายรูปแบบ นี่คือวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ ความรู้สึกอยู่ที่ไหน จิตอยู่ที่นั้น นั่งขัดสมาธิแล้วปวดขา ปวดข้างไหน ก็กำหนดรู้ว่าปวดตรงนั้น ปล่อยวางจิตให้อยู่เหนือเวทนาคือความเจ็บปวดนั้น ตัวเรากับขาที่ปวด มันคนละส่วนกัน เราเป็นแค่ผู้เห็นทุกขเวทนาเท่านั้น ไม่ต้องไปยินดียินร้ายกับมัน มองดูเวทนาอยู่ห่างๆ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ติดต่อกัน ต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดกำลังใจอย่างหนึ่ง เรียกว่า สติระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้สึกตัว ถ้าเรามีแล้ว อย่างน้อยจิตใจเราก็เริ่มสงบ ถึงจะมีอารมณ์ความรู้สึกไม่ดีอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าไปติดอารมณ์ ถ้าเราคิดไปตามอารมณ์ ก็เหมือนสมองของเราเข้าห้องน้ำไม่ทัน อารมณ์โกรธอารมณ์ไม่ดีถือได้ว่าเป็นอุจจาระทางจิตใจ ถ้าเราคิดโกรธแล้ว ก็เหมือนกับว่า อุจจาระกำลังกระจายอยู่ในสมอง แล้วแสดงออกทางวาจา แสดงออกทางกาย เท่ากับว่าเข้าห้องน้ำไม่ทัน ทำให้เหม็นไปทั่ว คนรอบข้างก็รู้สึกขยะแขยง


สมมุติว่ามีแมววิ่งมาทำให้อะไรตกแตก แล้วใครคนหนึ่งโมโหโวยวาย แถมเอาไม้ไล่ตีแมว คนนี้ก็แสดงความโกรธออกมาทางกาย วาจา ใจ ของตกแตกไม่เท่าไหร่ แต่มีคนทำให้บรรยากาศเสีย เป็นที่น่าเบื่อของคนที่อยู่รอบข้าง พลอยทำให้รู้สึกอึดอัดไม่ชอบใจ แทนที่จะสงบสติอารมณ์กับของที่แตกไปแล้ว แล้วใช้ปัญญาหาทางแก้ไขปัญหา เช่น ยังติดกาวได้มั้ย หรือนำไปซ่อมได้มั้ย แต่กลับทำลายบรรยากาศ ให้เลวร้ายยิ่งไปกว่าเดิม


แม้แต่การทำงาน ทุกคนก็มีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี มีเรื่องที่ทั้งถูกใจเราและเรื่องที่ไม่ถูกใจ และไม่มีใครที่มีชีวิตการงานราบรื่นโดยไม่เคยพบเจออุปสรรคหรือความไม่ชอบใจ แต่ถ้าเรามัวแต่ยึดติดกับมัน ใส่อารมณ์ไปกับทุกเรื่องทุกปัญหา ไม่ใช่แค่ตัวเราเองที่เครียดไม่จบ แต่รังสีความอึดอัดมันแพร่ขยายไปยังผู้ร่วมงาน นอกจากจะไม่ได้ช่วยทำให้งานดีขึ้น ยังทำให้สถานการณ์ที่แย่อยู่แล้วยิ่งแย่ลง และตัวเราเองก็จะดูแย่ในสายตาคนอื่น ทั้งยังเป็นที่น่าเอือมระอาอีกด้วย


อารมณ์ไม่สบายใจต่างๆ โกรธ กลัว น้อยใจ อิจฉา เหล่านี้ก็เทียบได้กับน้ำที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นดีใจ เสียใจ พอใจ ทั้งนี้ก็เรียกว่า อารมณ์ไม่สะอาด ล้วนเป็นอุจจาระทางจิตใจ ซึ่งธรรมชาติของจิตก็ชอบติดนิสัยคิดมากอยู่แล้ว การปฏิบัติฝึกจิตสมาธิ จึงจำเป็นต้องฝึกกำหนดรู้ เพื่อปล่อยวางอารมณ์ยินดียินร้ายเหล่านี้


อดีตที่ผ่านไปแล้วเป็นเหมือนความฝัน ก็ให้ปล่อยวาง ทั้งยังไม่ต้องไปห่วงคิดถึงอนาคต ทำจิตใจให้สงบ เมื่อสงบแล้วเราจะสัมผัสได้ถึงความเป็นอนัตตา ซึ่งก็คือ การไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของเรา ไม่ต้องเข้าไปยึดมั่น หัดปล่อยวาง ถ้าเรายังไม่ยอมปล่อย เราก็ยังต้องติดป้ายความเป็นตัวกูเอาไว้ ซึ่งก็ไม่ได้มีอยู่จริง มีการแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา บางครั้งเราก็เป็นลูก กับบางคนเราก็เป็นแม่ เป็นพ่อของเค้า เป็นเพื่อนของเค้า


เมื่อเรานับถือพระพุทธศาสนา ครั้นเป็นทุกข์ไม่สบายใจ ให้กำหนดว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึกของข้าพเจ้า พระพุทธเจ้า หรือพุทธะ ก็คือตัวรู้ เรารู้อยู่ รู้เฉยๆ อาการไม่สบายใจเราก็รู้อยู่ ทุกข์นี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ให้มีสติระลึกรู้อย่างนี้ วิธีการเหมือนจะสะกดจิตตัวเอง แต่ก็เพราะว่าจิตใจของคนเรามีพลังมหาศาล คิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น จิตมีอำนาจ ชีวิตสุขสบาย มีทรัพย์สิน ยศฐาบรรดาศักดิ์มากมาย แต่ถ้าใจไม่สบายมีทุกข์ ชีวิตก็อมทุกข์ ในทางกลับกัน แม้ป่วยระยะสุดท้ายแต่มีจิตใจที่แข็งแรง รู้จักการปล่อยวาง จิตใจก็เป็นสุขได้ ทั้งยังมีโอกาสส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

สติกับสมาธิต่างกันตรงไหน


นายแพทย์สม สุจิรา เคยอธิบายความแตกต่างระหว่างสติและสมาธิไว้ในนิตยสารแพรว ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เพื่อให้เราเข้าใจง่ายๆ ว่า… 

คนไทยนึกว่าการนั่งสมาธิคือการเจริญสติ จริงๆ เป็นคนละเรื่อง ถ้าฝึกสมาธิเราจะไม่เกิดปัญญา ระหว่างนั่งสมาธิอาจมีความสุข เหมือนเรานั่งฟังเพลงหรือทำอะไรที่เราสนุกกับมัน เราก็มีสมาธิ สิ่งมีชีวิตอื่นก็มีสมาธิ อย่างสิงโตก็มีสมาธิในการจับตาล่าเหยื่อ แต่สติมีเฉพาะในคน สติจะไวกว่าสมาธิ เหมือนคนฟังเพลงด้วยสมาธิแล้วเคลิ้ม สนุก แต่คนฟังด้วยสติจะสามารถแยกแกะโน้ตออกมาได้เลย ฟังแล้วรู้หมดว่ามีเครื่องดนตรีอะไรบ้าง


เห็นได้ว่า ทั้งสติและสมาธิจึงเป็นของคู่กัน เป็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน เป็นธรรมที่ทำให้ตื่นรู้ทุกขณะจิต หรืออยู่ในโลกอย่างคนที่ตื่นแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะหลับๆ ตื่นๆ คนที่เจริญสติแล้วเท่านั้น จะตื่นรู้ได้ตลอดเวลา เท่ากับบารมีจะเกิดเพิ่มขึ้นทันทีทันใด



บางคนคิดว่า การทำสมาธิอย่างเดียวให้จิตสงบมากๆ ลึกๆ แล้ว จะทำให้หมดกิเลสสำเร็จโดยอัตโนมัติ จนทำให้เวลาเกิดปัญหาอะไรก็จะหลบเข้าสมาธิอย่างเดียว ความคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง


สมาธิเป็นเพียงพื้นฐานของจิต เพื่อให้จิตสงบ มีฐานที่มั่นคงแข็งแรงก่อนเท่านั้น เพราะพอออกจากสมาธิแล้วก็จะฟุ้งซ่านเหมือนเดิม จะต้องรู้จักใช้สติระลึกรู้ นำมาพิจารณาโดยแยบคาย แล้วน้อมมาสู่ตนเพื่อให้เกิดปัญญารู้ตามความเป็นจริงด้วยด้วย

อย่าผูกขาดสมาธิ


การทำสมาธิ อย่าไปอยากได้ความสงบ อย่าไปอยากให้จิตเป็นสมาธิ เพราะถ้าอยากแล้ว มันก็จะเป็นปัจจัยที่มาขัดขวางไม่ให้จิตรวมลงเป็นสมาธิ เพราะธรรมชาติของจิตย่อมปรุงแต่งนึกคิดตลอดเวลา แม้บางทีบางจังหวะมันก็อยู่เฉยๆ ถ้าหากเราไม่ไปปรุงแต่งมัน ถ้าจิตยังไม่สงบ ก็ให้ดูมันเฉยๆ อย่าไปวุ่นวาย รอมันสักครู่ เดี๋ยวมันก็จะสงบไปเอง ให้รักษาความสงบ ปลอดโปร่ง และว่างเปล่าเอาไว้


การทำสมาธิอย่าไปต้องการเห็น แสง สี รูป เทวดา นรก สวรรค์ นิมิต ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้มากที่จะเป็นอาการลวงของจิต มันไม่ใช่สิ่งวิเศษดีเด่นอะไร ถ้ามันเกิดขึ้น ก็ให้ดูมันเฉยๆ


อย่าคิดว่า เราไม่มีบารมี เพราะการปฏิบัติไม่ต้องอาศัยบารมีมาก ถ้าเราตั้งเจตนาไว้ถูก มีความเห็นถูก ลงมือฝึกจิตใจให้สงบสุข รู้เท่าทันปัญหา มีปัญญาออกจากความทุกข์ใจได้ เท่ากับบารมีจะเกิดเพิ่มขึ้นทันทีทันใด


บางคนคิดว่า การทำสมาธิอย่างเดียวให้จิตสงบมากๆ ลึกๆ แล้ว จะทำให้หมดกิเลสสำเร็จโดยอัตโนมัติ จนทำให้เวลาเกิดปัญหาอะไรก็จะหลบเข้าสมาธิอย่างเดียว ความคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง


สมาธิเป็นเพียงพื้นฐานของจิต เพื่อให้จิตสงบ มีฐานที่มั่นคงแข็งแรงก่อนเท่านั้น เพราะพอออกจากสมาธิแล้วก็จะฟุ้งซ่านเหมือนเดิม จะต้องรู้จักใช้สติระลึกรู้ นำมาพิจารณาโดยแยบคาย แล้วน้อมมาสู่ตนเพื่อให้เกิดปัญญารู้ตามความเป็นจริงด้วยด้วย