วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

นี่กูนะ ของกูนะ


เมื่อไหร่ก็ตามที่ความยึดติดถือมั่นว่า กู หรือ ของกู บังเกิดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่าย ความเป็นปฏิปักษ์ก็เกิดขึ้นทันที และง่ายที่จะลุกลามไปสู่การวิวาทและความรุนแรง



เวลาถูกเพื่อนตักเตือน ถ้าเราเกิดความรู้สึกว่า เขาว่ากู สิ่งที่ตามมาคือ ความไม่พอใจเพื่อนคนนั้น แล้วเลยปัดคำเตือนนั้นทิ้งไป แต่ถ้าเราเลือกที่จะตอบสนองอีกแบบหนึ่ง เช่น ถามตัวเองว่า ที่เค้าพูดมานะ จริงหรือเปล่า? นอกจากเป็นการยับยั้งความโกรธแล้ว ยังได้ประโยชน์จากคำเตือนนั้นด้วย เพราะหากจริงอย่างที่เค้าพูด ก็จะได้ไปปรับปรุงแก้ไขตัวเอง



ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดย้ำเสมอว่า ตัวกู เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็ทุกข์เมื่อนั้น เพราะเมื่อมีตัวกู ก็ต้องมีของกู ซึ่งทำให้เกิดการยึดมั่น หวงแหน และกระทบกระทั่งกับคนที่เข้ามาขัดขวาง คุมคาม หรือไม่เอื้อเฟื้อสิ่งที่เราถือว่า มันเป็นตัวกู ของกู

การทำบุญทอดกฐิน แม้ว่าเจตนาดี แต่ถ้าเรายึดมั่นว่านี่เป็นกฐินของกู ก็เตรียมตัวทุกข์ได้เลย เพราะเมื่อเป็นกฐินของกู ก็จะต้องพยายามหาเงินมาให้ได้เยอะๆ ถ้าไม่ได้ตามเป้าก็เสียใจ ใครให้มาน้อยก็ไม่พอใจ ใครไม่แจกซองให้ทั่วถึงก็โกรธ และจะรู้สึกเสียหน้ามากหากพบว่า กฐินของคนข้างบ้านได้เงินมากกว่า คนร่วมเยอะกว่า ใหญ่โตกว่า ประเด็นนี้อาจมีหลายคนท้วงว่าอ้าว ก็ถ้าไม่คิดว่า นี่เป็นงานของเรา เราจะทุ่มเททำงานได้ยังไง ถ้าไม่คิดว่านี่เป็นบ้านของเรา เราจะดูแลบ้านไปทำไม?



จริงๆแล้ว คนเราไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพียงเพราะยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นของตัวเอง แต่อาจทำด้วยสาเหตุหรือแรงจูงใจอย่างอื่นก็ได้ เช่น บ้านหลังนี้ช่วยคุ้มแดดคุ้มฝนให้เรานี่ เราก็ควรดูแลรักษาให้แข็งแรง รถคันนี้รับใช้เราอย่างดี ก็ถูกต้องแล้วที่เราจะหมั่นตรวจดูน้ำมันเครื่องให้เค้า



ทำนองเดียวกัน เราสามารถทุ่มเทให้กับงานที่ทำอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพราะถือว่า มันเป็นงานของกู แต่เพราะเห็นว่า งานนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย ไม่ใช่แค่เป็นประโยชน์ต่อเราเท่านั้น แรงจูงใจอย่างนี้เรียกว่า เมตตา คือความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ซึ่งการมีเมตตาเป็นแรงจูงใจในการทำงานและการใช้ชีวิต จะช่วยให้เราทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เพราะความเมตตาทำให้จิตเราอ่อนโยน ไม่แข็งกร้าวและตึงเครียด แถมยังช่วยลดแรงเสียดทานกับคนอื่นได้มาก



ดีเจ นภาพร ผู้จัดรายการวิทยุ เล่าว่า มีผู้ฟังคนหนึ่งโทรมาเล่าให้ฟังว่า ตัวเองแต่งงานมา 5 ปีแล้ว ยิ่งนานวันยิ่งทะเลาะกันในเรื่องเล็กๆ วันหนึ่งนั่งรถไปกับสามี เค้าขับรถปาดรถคันหน้า ด้วยความที่ทั้งเป็นห่วงทั้งหงุดหงิด ก็เลยด่าว่าสามีเสียงดัง ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ทะเลาะกันเสียงดังลั่น ลูกชายวัยสามขวบนั่งอยู่ข้างหลัง พูดอย่างไร้เดียงสาว่า รถคันนั้น มันไปแล้วคราวนี้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่เงียบสนิท นั่นสิ รถคันนั้นไปตั้งนานแล้ว มีแต่เราเท่านั้น ที่ยังไม่ยอมให้มันไปไหน ชัดเลยว่า เด็กๆ ไม่คิดอะไรซับซ้อน ชอบกินนม กินขนม ยังไม่ได้นิยมกินศักดิ์ศรี เลยมีช่วงเวลาดีๆ ในชีวิตเยอะกว่าผู้ใหญ่ บางที การอาบน้ำร้อนมาก่อน ทำให้ลืมไปว่า การอาบน้ำเย็นก็ชื่นใจดี ลองคิดแบบเด็กๆ ดูบ้าง เดี๋ยวทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น