วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พิสูจน์ศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง พร้อมกับได้เข้าถึงธรรมะไปในตัว



ช่วงเวลาที่เรากำลังฝ่าฟันเพื่อพิชิตจุดหมายอะไรสักอย่าง นั่นคือ นาทีทองที่เราจะสามารถพิสูจน์ศักยภาพที่แท้จริงในตัวเองว่า จริงๆแล้วพละกำลังทั้งทางกายและใจที่เรามีอยู่นั้น อาจมีมากกว่าหรือน้อยกว่าที่เราคิด แรงผลักดันในตัวเองมีพลังมหาศาลที่จะนำพาเราไปให้ถึงจุดหมายได้ อยู่ที่ว่า.... เราได้ลองพิสูจน์และใช้มันอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง?

พระไพศาล วิสาโล ได้บอกไว้ว่า....

การจาริกบุญ ณ ขุนเขาศรีปาทะ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นประสบการณ์เหนื่อยที่สุดในชีวิต อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าไม่มีรอยพระพุทธบาทหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่บนนั้น จะมีสักกี่คนที่จะเพียรพยายามไปให้ถึงยอด แต่อีกด้านหนึ่งก็อดคิดไม่ได้ว่า สำหรับคนที่ขึ้นไปถึงยอด จะมีใครบ้างมั้ยที่ไม่พิศวงว่าตัวเองไปถึงยอดนั้นได้อย่างไร

ศรีปาทะ เป็นอะไรหลายอย่างสำหรับนักจาริกแสวงบุญ หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือสิ่งกระตุ้นเราให้ทุกคนใช้ความเพียรอย่างถึงที่สุด และช่วยให้ทุกคนได้ค้นพบตัวเองว่าตนมีศักยภาพมากกว่าที่เคยคิด ยิ่งกว่านั้น ก็คือสามารถเป็นได้มากกว่าที่เคย

ในอดีต การจาริกแสวงบุญต้องอาศัยการเดินทางเป็นแรมเดือน ไม่มีรถยนต์ที่จะพามาถึงเชิงเขา นอกจากความเพียรแล้ว ทุกคนยังต้องรักษาศีล ซึ่งหมายถึงการอยู่อย่างสมถะ ลดละความสะดวกสบาย ยิ่งเดินทางได้ไกลเท่าไหร่ยิ่งได้ขัดเกลาชีวิตจิตใจของตัวเองให้โปร่งเบา เป็นอยู่อย่างเรียบง่ายมากขึ้น และเมื่อคราวที่จะต้องขึ้นเขา ก็จะตระหนักแก่ใจว่า อะไรบ้างที่จำเป็นสำหรับชีวิต ใครที่แบกสัมภาะไปมากมาย การขึ้นเขาจะเป็นความทุกข์ทรมานเป็นอย่างมาก ถึงตอนนั้นจะรู้ว่า เพียงแค่น้ำ อาหาร และผ้าไม่กี่ชิ้นก็เพียงพอแล้ว จุดหมายจริงๆคือไม่ใช่อยู่ที่ยอดเขา หากอยู่ที่การแปรเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนใหม่

รอยพระพุทธบาทบนยอดเขาศรีทะทะนั้น เป็นอุดมคติสูงสุดของชาวพุทธคือ นิพพาน หรือการรู้แจ้ง ความดีงามและความใฝ่ฝันอันสูงสุดนั้น ไม่ได้อาศัยแค่ความเพียรเท่านั้น  ยังอาศัยศิลปะในการดำเนินชีวิตด้วย ซึ่งเป็นอันเดียวกับศิลปะของการขึ้นเขา  ก็คือ การรักษาใจให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่พะวงถึงอนาคต ไม่ว่าจุดหมายจะยาวไกลแค่ไหน ให้ใส่ใจกับกับชีวิตและการทำงานในแต่ละขณะให้ดีที่สุด

ยิ่งอยากให้ถึงไว กลับถึงช้า แต่เมื่อไม่สนใจจะถึง กลับถึงไว การรู้จักพักในทุกย่างก้าวย่อมทำให้เดินได้นานและถึงจุดหมายได้ฉันใด การพักทุกขณะที่ทำงานย่อมช่วยให้มีพลังทำงานอย่างต่อเนื่องจนบรรลุความสำเร็จได้ฉันนั้น ไม่ใช่แต่จุดหมายอันสูงสุดเท่านั้น แม้กระทั่งจุดหมายที่แสนธรรมดาก็บรรลุได้ด้วยศิลปะดังกล่าวด้วยเช่นกัน 

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ฝึกจิตให้สงบ คือกุศลสูงสุด


การฝึกจิตไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ จะต้องผ่อนคลายทั้งกายและใจ เพื่อการพักใจ และเพื่อคลายจากทุกข์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถพ้นทุกข์ได้ในที่สุด ดังนั้นจะต้องไม่เครียดกับการปฏิบัติ และจะต้องไม่หวังผลให้ถึงหรือให้เป็นอะไร การที่คนเรามีความทุกข์ความเครียด ก็เพราะ จิตส่งออกนอก หรือ จิตส่งออก ไปยึดถือ คือรักใคร่ เกาะเกี่ยว พัวพัน ห่วงใยลูกหลาน สามีภรรยา ทรัพย์สมบัติ บิดามารดา ญาติพี่น้อง ไปวุ่นวายกับการทำมาหากิน การงานและเงินทอง มีความถือสา สนใจ ให้ค่า ให้ความสำคัญ พอใจ ไม่พอใจ ยินดี ยินร้าย รัก ชัง อยากหรือไม่อยาก หรือให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้น มีอิทธิพลต่อจิตใจตลอดเวลา จะหาความสงบจากความทุกข์ได้ยาก


ในทางกลับกัน การอยู่กับทุกข์แต่ไม่เห็นทุกข์ เมื่อไรเราได้ฝึกปฏิบัติให้ใจเป็นอิสระจากสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ใจก็จะพบกับความสงบ ซึ่งเป็นสุขจริงๆ หลายคนบอกว่า ชีวิตก็ยังมีพ่อมีแม่มีลูกมีหลานต้องเลี้ยงดู ก็ต้องทำมาหากิน จะให้ปล่อยวางได้อย่างไร


หลักใจ คือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ใช้เป็นเครื่องล่อจิต ให้พรากออกมาจากการวุ่นวาย เกาะเกี่ยว พัวพัน พระพุทธองค์ได้ยกตัวอย่างหลักใจไว้ถึง 40 อย่าง เช่น ให้นึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งนิยมใช้คำบริกรรมว่า พุทโธ แทน หรือการเพ่งธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือสีแดง สีเขียว สีเหลือง สีขาว หรือกำหนดพิจารณาความสกปรกของร่างกาย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน เนื้อ อวัยวะภายใน กระดูก จนป่นเป็นธุลีดิน หรือความสกปรกของอาหารที่กินเข้าไป หรือกำหนดพิจารณาความแก่ เจ็บ ตาย เน่าเปื่อย จนสลายกลายเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ จนหมดสิ้น


การทำบุญด้วยทรัพย์สินเงินทอง เป็นบุญภายนอกตัวเรา บางคนแม้ทำมากมายแค่ไหน ก็ยังวุ่นวายใจ เร่าร้อน ไม่สบายใจ เพราะว่าไม่ได้ทำบุญภายในตัวเราเอง ซึ่งเป็นบุญที่มีอยู่แล้วในตัวของทุกๆ คน ไม่ต้องวิ่งหาไปทำที่อื่น แต่ต้องลงทุนด้วยแรงกาย การภาวนา ฝึกจิตใจ ให้เกิดสติ สมาธิ ปัญญา จึงจะถือว่าเป็นการทำบุญสูงที่สุดในชีวิต และได้มากที่สุด พระพุทธองค์ตรัสว่า จิตสงบเป็นสมาธิแค่แว๊บเดียว เท่ากับช้างสะบัดหูหรืองูแลบลิ้น จะมีอานิสงส์ยิ่งใหญ่กว่าการสร้างเจดีย์บูชาพระพุทธศาสนาด้วยทองคำด้วยตัวท่านเองคนเดียว จนยอดเจดีย์นั้นสูงถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และการสร้างทานบารมีมานานกี่ภพกี่ชาติ รักษาศีลมากี่ภพกี่ชาติ นั่งสมาธิมาจนจิตสงบมากี่ภพกี่ชาติ นานปานใดก็ตาม บุญบารมีนั้นไม่เท่ากับการมีสติปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงในร่างกายและจิตใจของตัวเองไปเรื่อยๆ จนปล่อยวางไปหมดสิ้น ไม่เข้าไปเกาะเกี่ยว พัวพัน ยึดติดยึดถือสิ่งใดในร่างกายและจิตใจของตัวเอง จะมีอานิสงส์สูงกว่าการทำสมาธิจนจิตสงบมานานไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ

ทุกข์ คือโอกาสทอง


คำกล่าวที่ว่า ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม ยังใช้ได้ดีเสมอ คนที่ได้เห็นทุกข์ มองในแง่ดี จริงๆ แล้วเป็นคนโชคดี เพราะได้เห็นถึงไตรลักษณ์ นั่นคือ เห็นถึงความเป็นอนิจจัง มีเกิด ก็มีดับ หรือมีการแปรสภาพไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งจะอยู่เพียงชั่วคราว ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ เห็นถึงอนัตตา ความว่างเปล่า ไม่มีตัวตน ไม่มีเจ้าของ


ไตรลักษณ์เป็นความจริงในธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ และทรงสอนเราให้รู้และเข้าใจ ถ้ารู้แจ้งไตรลักษณ์ด้วยวิปัสสนาญาณ ก็จะสามารถถอนตัณหาอุปทานในชีวิตและสิ่งทั้งหลายได้ จะทำให้พ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง ถ้าไม่สามารถรู้ได้ด้วยวิปัสสนาญาณ แต่รู้ด้วยปัญญาจดจำมา ก็จะทำให้รู้หลักความจริงในชีวิต เมื่อเรายอมรับหลักความจริงนี้แล้ว ก็จะสามารถอยู่ในโลกที่แสนจะสับสนวุ่นวายนี้ได้อย่างสงบสุข


คนฉลาดย่อมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสเสมอ การที่เรามีทุกข์ ได้เห็นกับสัจธรรมนี้ ทำให้เรามองสิ่งต่างๆ ครบทุกด้าน ทั้งด้านดีและด้านเสีย ด้านทุกข์และด้านสุข ด้านสมหวังและด้านผิดหวัง เมื่อชีวิตเจอกับความสุขสมหวัง ก็จะไม่ตื่นเต้นดีใจจนเกินไป เมื่อถึงคราวเจอกับความทุกข์และผิดหวัง ก็จะไม่ทุกข์เกินไป เพราะเราคาดหมายไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว


คนส่วนใหญ่มักจะมองโลกและชีวิตเฉพาะในแง่เดียว คือแง่ที่ตัวเองชอบ ทำงานก็มองแต่แง่ผลสำเร็จ ค้าขายก็มองเฉพาะแง่กำไร มีความรักก็มองเฉพาะในแง่สมหวัง เมื่อชีวิตแสดงด้านเสียออกมา ก็เป็นทุกข์ร้อน คนที่รู้หลักอนิจจัง ทุกขัง จัดว่าเป็นคนที่รู้กฎกติกาของชีวิต ยิ้มเสมอทั้งในเวลาที่ผิดหวังและสมหวัง คนแบบนี้จะได้เปรียบในทุกสถานการณ์ของชีวิต เพราะเค้ารู้ว่า ทุกสิ่งเมื่อเกิดมาแล้ว มันจะค่อยๆ เสื่อมลง ในที่สุดก็จะหายไป จิตใจจะเข้มแข็ง อดทนต่อความทุกข์ได้ อย่างมีความเข้าใจและแจ่มใส ไม่มีทางที่จะฆ่าตัวเอง เพราะรู้ดีว่า ถ้าอดทนต่อไปอีกหน่อย ทุกข์นั้นก็อาจจะหนีจากไปเอง


สำหรับหลัก อนัตตา ความว่างเปล่าไม่มีตัวตน เป็นหลักที่ลึกซึ้งที่สุด เข้าใจยากที่สุด เพราะเป็นหลักความคิดใหม่ ที่ฝืนความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไป การเข้าใจหลักอนัตตา จะทำให้เราถอดถอนความยึดถือเรื่องตัวกูของกูได้อย่างเด็ดขาด เมื่อหมดความยึดถือในตัวกูของกูได้แล้ว ความยึดถือในสิ่งอื่นๆ ก็พลอยหมดไปด้วย เพราะตัวกูของกู เป็นสุดยอดของสิ่งที่คนยึดถือ และเพราะการยึดถือตัวกูของกูนี่แหละ ความชั่วและทุกข์ทั้งปวงจึงเกิดมา


นิทานเรื่องหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว ด้วยความโง่เขลา มันจึงเดินซุ่มซ่ามตกลงไปในบ่อแห่งหนึ่ง มันร้องครวญครางอยู่เป็นเวลานาน ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีช่วยมันขึ้นมา ในที่สุดชาวนาก็หวนคิดขึ้นได้ว่า เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้ว อีกอย่าง บ่อนี้ก็ต้องกลบ ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา ชาวนาจึงไปขอร้องชาวบ้านให้มาช่วยกันกลบบ่อ ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ ครั้งแรกเมื่อดินไปถูกหลังลา มันก็สะดุ้งร้องโหยหวนทันที เพราะรู้ชะตากรรมของตัวเอง สักพักทุกคนก็แปลกใจเพราะเจ้าลาเงียบเสียงไป เพราะหลังจากที่ชาวนาตักดินใส่ลงไปในบ่อได้สักสองสามพลั่ว เมื่อเหลือบมองลงไปในบ่อ ก็ต้องพบกับความประหลาดใจ เพราะลามันจะสะบัดเดินออกทุกครั้งที่มีผู้สาดดินลงไปกระทบโดนหลังของมัน แล้วมันก็จะก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินนั้น ยิ่งทุกคนพยายามเร่งสาดดินลงไปมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ก้าวขึ้นมาได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น ไม่ช้า เจ้าลาตัวนั้นก็สามารถหลุดพ้นจากปากบ่อนั้นมาได้


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ชีวิตนี้มีอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาหาเรา ก็เปรียบเสมือนดินที่สาดเข้ามาหาเรา จงอย่าท้อถอยและยอมแพ้ ใช้สติและปัญญาแก้ไขมัน เพื่อที่จะก้าวออกจากปัญหาได้สูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเจ้าลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้


จำไว้ว่า ทุกข์ที่สุดอยู่ที่ตรงไหน สุขที่สุดมันก็อยู่ที่ตรงนั้น


เมื่อมีความทุกข์ จงหยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด ตั้งสติใช้ปัญญา อดทนอดกลั้น หยุดทุกสิ่งไว้ก่อน ยังไม่ต้องแก้ปัญหาภายนอก ขอให้แก้ปัญหาที่ภายในก่อน กำหนดสติสมาธิ ปล่อยวางความรู้สึกที่ไม่ดี ปล่อยจิตให้ว่างๆ ว่างจากอดีต ว่างจากอนาคต เหลือแต่จิตที่มีความรู้สึกตัว เมื่อจิตสงบสบายแล้ว ค่อยๆ คิดแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา เมื่อจิตใจดีสบายใจ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ให้มีความหวังและกำลังใจที่จะสู้

ลองฝึกสมาธิกันดีกว่า


ตามที่ได้บอกไว้ข้างต้นว่า การกำหนดทำได้หลายรูปแบบ นี่คือวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ ความรู้สึกอยู่ที่ไหน จิตอยู่ที่นั้น นั่งขัดสมาธิแล้วปวดขา ปวดข้างไหน ก็กำหนดรู้ว่าปวดตรงนั้น ปล่อยวางจิตให้อยู่เหนือเวทนาคือความเจ็บปวดนั้น ตัวเรากับขาที่ปวด มันคนละส่วนกัน เราเป็นแค่ผู้เห็นทุกขเวทนาเท่านั้น ไม่ต้องไปยินดียินร้ายกับมัน มองดูเวทนาอยู่ห่างๆ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ติดต่อกัน ต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดกำลังใจอย่างหนึ่ง เรียกว่า สติระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้สึกตัว ถ้าเรามีแล้ว อย่างน้อยจิตใจเราก็เริ่มสงบ ถึงจะมีอารมณ์ความรู้สึกไม่ดีอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าไปติดอารมณ์ ถ้าเราคิดไปตามอารมณ์ ก็เหมือนสมองของเราเข้าห้องน้ำไม่ทัน อารมณ์โกรธอารมณ์ไม่ดีถือได้ว่าเป็นอุจจาระทางจิตใจ ถ้าเราคิดโกรธแล้ว ก็เหมือนกับว่า อุจจาระกำลังกระจายอยู่ในสมอง แล้วแสดงออกทางวาจา แสดงออกทางกาย เท่ากับว่าเข้าห้องน้ำไม่ทัน ทำให้เหม็นไปทั่ว คนรอบข้างก็รู้สึกขยะแขยง


สมมุติว่ามีแมววิ่งมาทำให้อะไรตกแตก แล้วใครคนหนึ่งโมโหโวยวาย แถมเอาไม้ไล่ตีแมว คนนี้ก็แสดงความโกรธออกมาทางกาย วาจา ใจ ของตกแตกไม่เท่าไหร่ แต่มีคนทำให้บรรยากาศเสีย เป็นที่น่าเบื่อของคนที่อยู่รอบข้าง พลอยทำให้รู้สึกอึดอัดไม่ชอบใจ แทนที่จะสงบสติอารมณ์กับของที่แตกไปแล้ว แล้วใช้ปัญญาหาทางแก้ไขปัญหา เช่น ยังติดกาวได้มั้ย หรือนำไปซ่อมได้มั้ย แต่กลับทำลายบรรยากาศ ให้เลวร้ายยิ่งไปกว่าเดิม


แม้แต่การทำงาน ทุกคนก็มีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี มีเรื่องที่ทั้งถูกใจเราและเรื่องที่ไม่ถูกใจ และไม่มีใครที่มีชีวิตการงานราบรื่นโดยไม่เคยพบเจออุปสรรคหรือความไม่ชอบใจ แต่ถ้าเรามัวแต่ยึดติดกับมัน ใส่อารมณ์ไปกับทุกเรื่องทุกปัญหา ไม่ใช่แค่ตัวเราเองที่เครียดไม่จบ แต่รังสีความอึดอัดมันแพร่ขยายไปยังผู้ร่วมงาน นอกจากจะไม่ได้ช่วยทำให้งานดีขึ้น ยังทำให้สถานการณ์ที่แย่อยู่แล้วยิ่งแย่ลง และตัวเราเองก็จะดูแย่ในสายตาคนอื่น ทั้งยังเป็นที่น่าเอือมระอาอีกด้วย


อารมณ์ไม่สบายใจต่างๆ โกรธ กลัว น้อยใจ อิจฉา เหล่านี้ก็เทียบได้กับน้ำที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นดีใจ เสียใจ พอใจ ทั้งนี้ก็เรียกว่า อารมณ์ไม่สะอาด ล้วนเป็นอุจจาระทางจิตใจ ซึ่งธรรมชาติของจิตก็ชอบติดนิสัยคิดมากอยู่แล้ว การปฏิบัติฝึกจิตสมาธิ จึงจำเป็นต้องฝึกกำหนดรู้ เพื่อปล่อยวางอารมณ์ยินดียินร้ายเหล่านี้


อดีตที่ผ่านไปแล้วเป็นเหมือนความฝัน ก็ให้ปล่อยวาง ทั้งยังไม่ต้องไปห่วงคิดถึงอนาคต ทำจิตใจให้สงบ เมื่อสงบแล้วเราจะสัมผัสได้ถึงความเป็นอนัตตา ซึ่งก็คือ การไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของเรา ไม่ต้องเข้าไปยึดมั่น หัดปล่อยวาง ถ้าเรายังไม่ยอมปล่อย เราก็ยังต้องติดป้ายความเป็นตัวกูเอาไว้ ซึ่งก็ไม่ได้มีอยู่จริง มีการแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา บางครั้งเราก็เป็นลูก กับบางคนเราก็เป็นแม่ เป็นพ่อของเค้า เป็นเพื่อนของเค้า


เมื่อเรานับถือพระพุทธศาสนา ครั้นเป็นทุกข์ไม่สบายใจ ให้กำหนดว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึกของข้าพเจ้า พระพุทธเจ้า หรือพุทธะ ก็คือตัวรู้ เรารู้อยู่ รู้เฉยๆ อาการไม่สบายใจเราก็รู้อยู่ ทุกข์นี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ให้มีสติระลึกรู้อย่างนี้ วิธีการเหมือนจะสะกดจิตตัวเอง แต่ก็เพราะว่าจิตใจของคนเรามีพลังมหาศาล คิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น จิตมีอำนาจ ชีวิตสุขสบาย มีทรัพย์สิน ยศฐาบรรดาศักดิ์มากมาย แต่ถ้าใจไม่สบายมีทุกข์ ชีวิตก็อมทุกข์ ในทางกลับกัน แม้ป่วยระยะสุดท้ายแต่มีจิตใจที่แข็งแรง รู้จักการปล่อยวาง จิตใจก็เป็นสุขได้ ทั้งยังมีโอกาสส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

สติกับสมาธิต่างกันตรงไหน


นายแพทย์สม สุจิรา เคยอธิบายความแตกต่างระหว่างสติและสมาธิไว้ในนิตยสารแพรว ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เพื่อให้เราเข้าใจง่ายๆ ว่า… 

คนไทยนึกว่าการนั่งสมาธิคือการเจริญสติ จริงๆ เป็นคนละเรื่อง ถ้าฝึกสมาธิเราจะไม่เกิดปัญญา ระหว่างนั่งสมาธิอาจมีความสุข เหมือนเรานั่งฟังเพลงหรือทำอะไรที่เราสนุกกับมัน เราก็มีสมาธิ สิ่งมีชีวิตอื่นก็มีสมาธิ อย่างสิงโตก็มีสมาธิในการจับตาล่าเหยื่อ แต่สติมีเฉพาะในคน สติจะไวกว่าสมาธิ เหมือนคนฟังเพลงด้วยสมาธิแล้วเคลิ้ม สนุก แต่คนฟังด้วยสติจะสามารถแยกแกะโน้ตออกมาได้เลย ฟังแล้วรู้หมดว่ามีเครื่องดนตรีอะไรบ้าง


เห็นได้ว่า ทั้งสติและสมาธิจึงเป็นของคู่กัน เป็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน เป็นธรรมที่ทำให้ตื่นรู้ทุกขณะจิต หรืออยู่ในโลกอย่างคนที่ตื่นแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะหลับๆ ตื่นๆ คนที่เจริญสติแล้วเท่านั้น จะตื่นรู้ได้ตลอดเวลา เท่ากับบารมีจะเกิดเพิ่มขึ้นทันทีทันใด



บางคนคิดว่า การทำสมาธิอย่างเดียวให้จิตสงบมากๆ ลึกๆ แล้ว จะทำให้หมดกิเลสสำเร็จโดยอัตโนมัติ จนทำให้เวลาเกิดปัญหาอะไรก็จะหลบเข้าสมาธิอย่างเดียว ความคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง


สมาธิเป็นเพียงพื้นฐานของจิต เพื่อให้จิตสงบ มีฐานที่มั่นคงแข็งแรงก่อนเท่านั้น เพราะพอออกจากสมาธิแล้วก็จะฟุ้งซ่านเหมือนเดิม จะต้องรู้จักใช้สติระลึกรู้ นำมาพิจารณาโดยแยบคาย แล้วน้อมมาสู่ตนเพื่อให้เกิดปัญญารู้ตามความเป็นจริงด้วยด้วย

อย่าผูกขาดสมาธิ


การทำสมาธิ อย่าไปอยากได้ความสงบ อย่าไปอยากให้จิตเป็นสมาธิ เพราะถ้าอยากแล้ว มันก็จะเป็นปัจจัยที่มาขัดขวางไม่ให้จิตรวมลงเป็นสมาธิ เพราะธรรมชาติของจิตย่อมปรุงแต่งนึกคิดตลอดเวลา แม้บางทีบางจังหวะมันก็อยู่เฉยๆ ถ้าหากเราไม่ไปปรุงแต่งมัน ถ้าจิตยังไม่สงบ ก็ให้ดูมันเฉยๆ อย่าไปวุ่นวาย รอมันสักครู่ เดี๋ยวมันก็จะสงบไปเอง ให้รักษาความสงบ ปลอดโปร่ง และว่างเปล่าเอาไว้


การทำสมาธิอย่าไปต้องการเห็น แสง สี รูป เทวดา นรก สวรรค์ นิมิต ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้มากที่จะเป็นอาการลวงของจิต มันไม่ใช่สิ่งวิเศษดีเด่นอะไร ถ้ามันเกิดขึ้น ก็ให้ดูมันเฉยๆ


อย่าคิดว่า เราไม่มีบารมี เพราะการปฏิบัติไม่ต้องอาศัยบารมีมาก ถ้าเราตั้งเจตนาไว้ถูก มีความเห็นถูก ลงมือฝึกจิตใจให้สงบสุข รู้เท่าทันปัญหา มีปัญญาออกจากความทุกข์ใจได้ เท่ากับบารมีจะเกิดเพิ่มขึ้นทันทีทันใด


บางคนคิดว่า การทำสมาธิอย่างเดียวให้จิตสงบมากๆ ลึกๆ แล้ว จะทำให้หมดกิเลสสำเร็จโดยอัตโนมัติ จนทำให้เวลาเกิดปัญหาอะไรก็จะหลบเข้าสมาธิอย่างเดียว ความคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง


สมาธิเป็นเพียงพื้นฐานของจิต เพื่อให้จิตสงบ มีฐานที่มั่นคงแข็งแรงก่อนเท่านั้น เพราะพอออกจากสมาธิแล้วก็จะฟุ้งซ่านเหมือนเดิม จะต้องรู้จักใช้สติระลึกรู้ นำมาพิจารณาโดยแยบคาย แล้วน้อมมาสู่ตนเพื่อให้เกิดปัญญารู้ตามความเป็นจริงด้วยด้วย

ดีจริงหรือไม่ ต้องพิสูจน์


การเจริญภาวนา หรือเรียกอีกอย่างว่า การเจริญกรรมฐาน เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับศาสตร์อื่นๆ เช่น ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องวิจัยในห้องแล็ป คือจิตล้วนๆ และมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ศาสตร์นี้ถึงแม้จะเป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ก็ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฎเกณฑ์นี้ได้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพมหาศาล


เรื่องนี้ บางคนเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไว้ค่อยแก่ก่อนถึงทำ แล้วถ้าชีวิตอยู่ไม่ถึงแก่ล่ะ... ผู้ปฏิบัติใหม่ๆ อาจจะยังไม่เข้าใจ สับสน ไม่รู้จะทำยังไง เพราะคำสอนของแต่ละสำนักครูบาอาจารย์มีมากมาย ทำให้จับจุดไม่ถูก ไม่รู้ว่าหัวใจแก่นแท้คำสอนอยู่ตรงไหนที่ใด


การเจริญภาวนาในทางพระพุทธศาสนามีสองแบบคือ

สมถกรรมฐานหรือ สมถภาวนา คือหลักหรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบทางจิตใจ หรือการทำจิตใจให้เป็นสมาธิมีความมั่นคงนั่นเอง ถือว่าเป็นพื้นฐานของวิปัสสนา คือจะทำให้เกิดสภาพจิตใจที่สงบนิ่ง ลองสังเกตดู เวลาที่เราไปอยู่ใกล้ๆ ครูบาอาจารย์ที่เจริญสมาธิ เราจะรู้สึกว่าเย็นๆ จิตใจเราก็สงบไปด้วยโดยไม่รู้ตัว นี่เรียกว่า เราไปอยู่ในปริมณฑลแห่งพลังสมาธิของท่านที่แผ่ออกมา ในทางกลับกัน ถ้าเราไปอยู่ใกล้ๆ คนที่มีโทสจริต เราจะรู้สึกร้อนๆ อึดอัดบอกไม่ถูก การปฏิบัติสมถะแม้มีคุณอันใหญ่หลวง เพราะเป็นฐานสำคัญ เป็นการเตรียมพื้นฐานทางจิตใจให้สงบ แต่ก็ยังไม่สามารถดับทุกข์โศกที่แท้จริงได้


ส่วน วิปัสสนากรรมฐานหรือ วิปัสสนาสมาธิ วิปัสสนาภาวนา มุ่งไปที่ความตื่นรู้ คือให้เรามีสติอยู่ในทุกๆ ลมหายใจเข้าออก ในทุกเรื่องที่คิด ทุกจิตที่ทำ ทุกคำที่พูด โดยให้เห็นถึง อนิจจัง (ความไม่เที่ยง เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป) ทุกขัง (ความเป็นทุกข์) อนัตตา (ความไม่มีตัวตน) หรือที่เรียกรวมกันเรียกว่าไตรลักษณ์นั่นเอง ซึ่งหนทางหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าถึงและรู้แจ้งไตรลักษณ์ได้ชัดเจน ก็คือการปฏิบัติตามหลักที่เรียกว่าสติปัฏฐาน 4


สติปัฏฐาน 4” คืออะไร? แปลว่า ฐานที่ตั้งของสติ, ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ เป็นการตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง มีสติกำกับดูสิ่งต่างๆ และความเป็นไปโดยรู้เท่าทันตามสภาวะของมัน โดยไม่ได้ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ที่ทำให้มองเห็นผิดเพี้ยนไปตามอำนาจของกิเลส จะเห็นได้ว่า วิปัสสนาและสติปัฏฐานนั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวโยงกัน โดยความเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กัน คือ วิปัสสนาญาณจะมีขึ้นไม่ได้เลย ถ้าหากขาดกระบวนการระลึกและพิจารณาธรรมตามแนวสติปัฏฐาน


โดยสรุปแล้ว การเจริญภาวนาทั้งสองรูปแบบ ไม่ว่าจะสมถะภาวนา หรือวิปัสสนาภาวนา แม้วิธีและเป้าหมายจะต่างกัน แต่ก็เอื้อถึงกันคือ ผลที่ต้องการจากสมถะตามหลักพุทธศาสนา คือการสร้างสมาธิ ซึ่งสมาธิอันแรงกล้านี้ ก็เพื่อใช้เป็นฐานกำลังของวิปัสสนา โดยที่จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาสำเร็จด้วยวิปัสสนา ซึ่งเป็นหนทางปฏิบัติตามมรรค คือทางของพระพุทธเจ้า


ที่นี้เราจะเลือกการเจริญภาวนาแบบไหนดีการภาวนา ไม่ว่าจะกำหนดแบบไหนก็ตาม เป็นเพียงรูปแบบวิธีการเท่านั้น ให้ลองดูก่อนว่าแบบนั้นมันถูกกับจริตอุปนิสัยของเราหรือไม่ บางคนถนัดที่จะนำจิตไปเพ่งที่จุดๆ ใดจุดหนึ่ง จนเกิดเป็นสมาธิอันแน่วแน่และนิ่งสงบ เช่น ดูลมหายใจที่ปลายจมูก กำหนดหายใจเข้าพุทธ หายใจออกโธ หรือบางคนก็ดูการเคลื่อนไหวของท้องตามจังหวะการหายใจ รู้ว่าท้องกำลังยุบก็ ยุบหนอ รู้ว่าท้องกำลังพองก็ พองหนอ กำหนดรู้ทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย และสิ่งภายนอกที่มากระทบ


ลองสังเกตดูว่า วิธีไหนทำแล้วได้รับผลดีหรือไม่ ถ้าได้ผลก็ให้ทำไป ถ้าไม่ได้ผลก็ให้ลองทำแบบอื่นดูบ้าง จนกว่ามันจะลงล็อค เราต้องอาศัยการฝึกฝน ระยะเวลา และประสบการณ์ เราจะค่อยๆ รู้เองว่า เรากำหนดอย่างไร จิตถึงจะหยุดการปรุงแต่งที่ก่อให้เกิดกิเลสตัณหาได้ดี แล้วค่อยปฏิบัติบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญ


การภาวนาทุกรูปแบบ เป็นเพียงอุบายหลอกล่อจิต เพื่อให้จิตมาจับเกาะกับการกำหนดนั้น จิตจะค่อยๆ รวมตัวกันเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว อารมณ์เดียว จับจุดของจิตได้ จิตก็จะไม่หลงทาง จุดหมายปลายทางก็เพื่อทำให้จิตสงบ เบาสบาย เป็นอิสระ

ขอเวลาล้างใจ 20 นาที


ชีวิตของเรามีกายกับใจ ถ้าไม่ได้อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน สักวันสองวันสามวัน หรือสักอาทิตย์ เราคงไม่ต้องออกไปไหน เพราะกายเราคือสิ่งปฏิกูล แถมมีกลิ่นเหม็นโชยออกมา จิตใจเราก็เหมือนกัน ในชีวิตประจำวัน ใจเราก็กระทบอารมณ์แล้วเกิดความไม่พอใจ หงุดหงิด กลัว อิจฉา สะสมติดต่อกันมาเรื่อยๆ จนก่อให้เกิดเป็นนิสัย บางครั้งก็คิดไปตามกิเลส จิตใจเริ่มตกต่ำ กายเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางครั้งใจก็เป็นเปรต ใจนรก ใจยักษ์ บางทีคิดดีเป็นกุศล กลายเป็นเทวดานางฟ้า สลับกันไป


เรารักษาความสะอาดของจิตใจได้ ด้วยการเจริญเมตตาภาวนา หรือ เจริญอานาปานสติ คือการกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ในปัจจุบัน แต่ละขณะ พูดง่ายๆ คือ ให้มีสติ ไม่ว่าเดิน นั่ง นอน โดยกำหนดรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกติดต่อกันอย่างต่อเนื่องและอย่างสม่ำเสมอ ไม่ลืม ไม่เผลอ แต่ก็จะมีอิริยาบถบางอย่างไม่สะดวกที่จะเจริญอานาปานสติ หรือกำหนดรู้ลมหายใจ เช่น ขณะที่กำลังขับรถบนถนน บนทางด่วน เราก็ไม่ต้องกังวล คือไม่ต้องระลึกถึงลมหายใจ แต่ให้อยู่ในหลัก อานาปานสติให้ครบถ้วนคือ ทำหน้าที่ปัจจุบันให้ดีที่สุด ปัจจุบันเป็นสำคัญ เรื่อง อดีตไม่สำคัญ ไม่ต้องคิดถึง เรื่อง อนาคต ไม่สำคัญ ไม่ต้องไปคิดถึง ขอให้ตั้งใจขับรถให้ดีที่สุด อย่าให้เกิดอุบัติเหตุก็ใช้ได้ ใครจะขับรถไม่ดี ไม่รักษากฎจราจร แซงตัดหน้าเรา เกือบชน เกือบมีอุบัติเหตุก็ตาม น่าโมโหอยู่ แต่ช่างมัน พฤติกรรมของเค้าอย่าให้เราเกิดโมโห อย่าให้ใจเสีย อย่าให้เกิดอุบัติเหตุ รักษาใจเป็นปกติ ใจดี แล้วทำหน้าที่ให้ดีที่สุด


เมื่อเราล้างใจโดยการเจริญอานาปานสติเป็นประจำ เราจะมีสติตลอดเวลา สามารถจัดการกับงานหลายอย่างที่เร่งรัดเข้ามาในเวลาเดียวกันได้ เพราะเมื่อรู้สึกวุ่นวาย  สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจได้ทันทีโดยอัตโนมัติ จิตจะเริ่มสงบและรับรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงทีละอย่าง ทำให้เกิดปัญญาที่จะแก้ไข หรือจัดการกับงานเหล่านั้นให้สำเร็จทีละอย่าง และเมื่องานแล้วเสร็จ สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจทันทีที่ว่างจากงาน เป็นการพักผ่อนด้วยอานาปานสติ


หลวงพ่อชาอธิบายว่า เมื่อใดที่เราระลึกรู้ลมหายใจ ก็เป็นอานาปานสติเมื่อนั้นในการปฏิบัติ เราต้องอาศัยอิริยาบถนั่งมากเป็นพิเศษ ทำให้หลายท่านพูดว่า การเจริญอานาปานสติทั้งในอิริยาบถ ยืน เดิน นอน นั้นผิดพุทธบัญญัติ ต้องเข้าป่าแล้วก็นั่งขัดสมาธิเท่านั้น แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว ในอานาปานสติสูตร ท่านก็ไม่เคยบอกว่าปฏิบัติไม่ได้ในอิริยาบถยืน เดินนอน แต่ที่นั่งเจริญอานาปานสติ ก็เพราะว่าสะดวกดี


สำหรับคนที่เริ่มต้น เริ่มจากท่าที่ง่ายที่สุด คือการนั่ง อย่างน้อยประมาณวันละ 20 นาที ตั้งใจทำสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ ซึ่งวิธีนี้ชาวตะวันตก ก็มีการทดลองจนยืนยันแล้วว่า การกำหนดเวลาแค่ 20 นาทีต่อวัน เป็นประโยชน์มากกับชีวิตทั้งทางสุขภาพกายและใจ ชีวิตครอบครัว ไปจนถึงหน้าที่การงาน


ตัวอย่างคือ บริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งของประเทศแคนาดา ได้สรุปผลการศึกษาวิจัยที่ทำอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 7 ปีว่า ลูกค้าที่อยู่ในโครงการประกันสุขภาพที่ทำสมาธิวันละ 20 นาทีทุกวัน ไปใช้บริการที่โรงพยาบาลน้อยครั้งกว่าลูกค้าที่ไม่ได้ทำสมาธิอย่างเห็นได้ชัด ทำให้บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลในโครงการประกันสุขภาพไปได้ถึง 13 %


ถามว่า นั่งสมาธิวันละ 20 นาที มีประโยชน์อะไร วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง นั่งสมาธิ 20 นาที จะสงบจริงได้สักกี่นาที เพราะเรานั่งแล้วก็ฟุ้งซ่าน ตั้งใจทำไป อาจได้แค่ 5-6 นาทีก็เก่งแล้ว ถ้าอย่างนั้นให้เปรียบเทียบกับร่างกายนี้ วันหนึ่งใช้งานอยู่ตลอดวัน อาบน้ำทุกวันๆ ละ 20 นาทีหรือน้อยกว่านั้น ก็ยังทำให้เรารักษาความสะอาดความเป็นปกติของร่างกายไว้ได้ แต่ถ้าเราไม่ได้อาบน้ำเลยจาก 1 วันเป็นหลายๆ วัน ร่างกายไม่สะอาด เราเองก็ทนไม่ไหว เพราะฉะนั้น การได้สัมผัสกับสุขภาพใจที่ดี แม้แค่ 5 นาที 10 นาที นั้นเป็นการตั้งต้นใหม่ของใจที่สะอาดเป็นปกติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งวัน


การเจริญอานาปานสติ หรือให้มีสติสัมปชัญญะ คุมจิตให้อยู่กับคำบริกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พุทโธ นั้น อาจเป็นเรื่องง่ายหรืออาจเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน คนที่โดยพื้นฐานเป็นคนคิดมาก ชอบเก็บทุกเรื่องมาคิดวนคิดเวียนอยู่ในใจ จนเป็นคนเครียดง่าย หากใช้วิธีการแบบนี้ หรือให้จิตจดจ่อกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด อาจจะยิ่งเป็นการเก็บความทุกข์ความเครียดทับถมกันอยู่ภายในจิตใจ จะยิ่งทำให้ปวดหัวและเครียดหนักขึ้นได้ ลองปฏิบัติโดยการขยับตัวหรืออวัยวะส่วนใดของร่างกาย เช่น ขยับมือ แขน ขา หรือกะพริบตา เพื่อให้หลุดออกมาจากความคิดที่วนเวียน หรือไม่ให้ถูกความคิดทั้งหลายที่มีอยู่ลากจิตไป ถ้าฝึกแบบนี้บ่อยๆและต่อเนื่อง จิตก็จะหลุดพ้นออกมาจากความหมกมุ่นครุ่นคิดภายในใจได้ แล้วจิตจะเป็นอิสระ และบริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ


* อริยสัจ 4 หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ ประกอบไปด้วย ทุกข์, ทุกขสมุทัย, ทุกขนิโรธ, ทุกขนิโรธคามีนิปฏิปทา ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ 12 ..2546 พระพรหมคุณาภรณ์ (.. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร


กรรมและกิเลสที่ฝังอยู่ในจิตใจเรามานับชาติไม่ถ้วน ทำให้คนเราต้องเวียนว่ายตายเกิด การเกิดเป็นมนุษย์ถือว่ามีโอกาสดีที่สุด ที่จะฝึกฝนจิตใจตัวเองให้หมดทุกข์ได้ แม้เทวดาชั้นฟ้า บางครั้งก็ยากที่จะฝึกฝน เพราะอาจยึดติดกับความสุข เพลินเสวยบุญที่ได้รับ แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน หรือเปรต อบายภูมิ ก็ไม่มีโอกาสสร้างบุญกุศล แต่เพราะมนุษย์เท่านั้นที่ต้องก้าวไปสู่ความ แก่ เจ็บ ตาย ให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของชีวิต เรียกได้ว่าประสบพบเจอครบทุกอารมณ์ ทั้งเจ็บปวด ทรมาน มีความรู้สึกเป็นสุข พลัดพรากสูญเสีย ทำให้เรากลัว และไม่ประมาทในชีวิต


คำสอนที่ว่า เจ็บแล้วจำ ไม่ใช่ให้เราไปแค้นหรือทำร้ายใครตอบ แต่คือการเรียนรู้ประสบการณ์ที่ไม่ดี เป็นการเตือนสติกำหนดรู้ว่า ครั้งต่อไป เราจะไม่ทำเช่นที่ผ่านมาอีก หรือรู้เห็นแล้วว่า สิ่งใดดี คนใดไม่ดีเป็นภัยต่อตัวเรา ต่อไปเราจะมีวิธีจัดการกับใจตัวเองและกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ถูกทางมากยิ่งขึ้น เพราะมนุษย์มีสติปัญญา ความสามารถพอที่จะเข้าใจธรรม แยกแยะได้ ขอแค่ผู้นั้นสนใจ และตั้งใจศรัทธาในธรรมจริงๆ


การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อรอวันเจ็บ ตาย เพราะเมื่อเกิดมาแล้วก็มีความตายติดตัวมาด้วย ฉะนั้น เราควรเตรียมตัวก่อนที่เราจะตายจากโลกนี้ไป เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่า ลมหายใจสุดท้ายของเราจะหมดเมื่อเข็มนาฬิกาอยู่ที่เลขอะไร วันไหน สุดท้ายเราจะได้อะไรจากชีวิตนี้ ลองถามตัวเองอยู่บ่อยๆ แล้วปัญญาก็จะเกิดขึ้น


ทรัพย์สินเงินทองส่งเราได้แค่โรงพยาบาล ลูกหลานญาติพี่น้องส่งเราได้แค่เชิงตะกอน เราก็คงต้องไปตัวเปล่าเหมือนตอนที่เราเกิดมา ตัวเปล่าล่อนจ้อนเหมือนกัน แต่เราก็จะยังคงปฏิเสธโลกแห่งความเป็นจริงลำบาก เพราะคนเราก็ต้องทำมาหากิน ต้องกินต้องใช้ ต้องหาเงินเลี้ยงดูส่งลูกหลาน การที่เราหาเงินได้มากก็ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าหามาได้ด้วยความบริสุทธิ์ และพอเพียงในสิ่งที่ตนมี มีน้อยใช้ประหยัด มีเยอะใช้เยอะ ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร แต่ด้วยกิเลสของคน ที่มีมาก ก็ยิ่งอยากได้มาก เหนื่อยกับการแสวงหา กับความอยากที่ไม่เคยพอ



โบราณสอนว่า งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ เป็นพระอยู่ที่จริงหมายความว่าอย่างไร?

งามอยู่ที่ผี มีความหมายว่า ร่างกายเราเมื่อตายไปแล้วเรียกว่าผีหรือศพ เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา แต่ผีจะงามได้ ต้องมีเครื่องประดับให้งาม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ผู้เจริญสติปัฏฐาน เมื่อกำหนดรู้ทุกครั้งทุกคำไม่มีเจตนาทำบาป ถือว่ามีศีล ความตั้งใจกำหนดทุกขณะ จะทำให้เกิดสมาธิ คือขณิกสมาธิ*


เมื่อกำหนดรู้การมีศีลซักฟอกกายใจ มีสมาธิที่ตั้งมั่นแข็งแรง จากนั้นก็เดินหน้าอบรมใจให้เกิดปัญญา ให้คิดถูก ทำถูก และพูดถูก ถูกตามความเป็นจริงของธรรมชาติ จนเห็นพระไตรลักษณ์อันเป็นสามัญลักษณะของสรรพสิ่ง คือ เปลี่ยนแปลง ไม่เป็นดังใจ และยึดเอาเป็นที่พึ่งแท้จริงไม่ได้ ดังนั้น จึงได้ชื่อว่าได้บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ไปพร้อมๆ กันนั่นเอง

ดีอยู่ที่ละ มีความหมายว่า ถ้าละกิเลสได้ ถือว่าดีแท้

เป็นพระอยู่ที่จริงมีความหมายว่า ผู้ใดเจริญวิปัสสนาจนเห็นอริยสัจ๔* ผู้นั้นชื่อว่า เป็นพระ เรียกว่า พระอริยเจ้า นับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป


* ขณิกสมาธิ หมายถึงภาวะที่จิตสงบระงับได้ชั่วคราว จัดเป็นสมาธิขึ้นต้นอันเกิดจากการปฏิบัติกรรมฐานที่ทำให้เกิดความสุขสบายได้ชั่วครู่ และเป็นเหตุให้ควบคุมสติอารมณ์ได้ในขณะประกอบกิจหรือศึกษาเล่าเรียน ทำให้ใจเย็นระงับอารมณ์ได้

* อริยสัจ 4 หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ ประกอบไปด้วย ทุกข์, ทุกขสมุทัย, ทุกขนิโรธ, ทุกขนิโรธคามีนิปฏิปทา ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ 12 ..2546 พระพรหมคุณาภรณ์ (.. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)


ได้… เหมือนไม่ได้


ความทุกข์ในใจเรา = เหตุอยู่ที่ใจ เมื่อทุกข์เกิด ให้แก้ที่เหตุ คือ แก้ที่ กิเลส + ตัณหา + อุปทานของเรา เช่น คนด่านินทา = เป็นปัจจัยภายนอก เราจะไปแก้ไข ห้าม หรือควบคุมความคิดหรือคำพูดของคนอื่นไม่ได้ แต่เราแก้ได้ที่ใจของตัวเอง โดยพิจารณาดูที่เหตุ ตรงที่รับอารมณ์ คือ ชอบหรือไม่ชอบ แล้วกำหนดรู้ให้เท่าทันว่า มันเป็นพียงแค่ความรู้สึกเท่านั้น ก็เท่ากับว่า จบไม่เกิดปัญหา ไม่ต้องไปคิดปรุงแต่งวุ่นวายกันอีก


เมื่อใดยังไม่นึกคิดไม่ปรุงแต่งไปตามอำนาจกิเลส ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อความคิดเริ่มทำงานนึกคิดไปตามอำนาจตัณหาความทะยานอยาก ก็จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะเราเอาคำพูดหรือการกระทำของคนอื่นมามีอิทธิพลเหนือใจของเรา ฉะนั้นต้องรู้จักสังเกตุอารมณ์และความรู้สึก ให้รู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง รู้จักตัดทันทีเมื่อเกิดอารมณ์โลภ โกรธ หลง รู้ทันอารมณ์ยังไม่พอ ต้องรู้เท่าทันด้วยปัญญา คือพิจารณาโดยแยบคาย ให้รู้เท่าทันตามความเป็นจริงว่า สิ่งนี้มีโทษ เป็นของไม่แน่นอน ไม่ควรเข้าไปยึดมั่น ถ้าไปเอาจริงจัง จะก่อให้เกิดเป็นตัณหาอุปาทานขึ้นมา


การตั้งสติ[1] คือการเตรียมใจให้รู้เท่าทันต่อสิ่งที่จะมากระทบใจ เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับเรา ก็ลองทำใจให้เหมือนกับไม่มีอะไร ได้อะไรก็เหมือนกับไม่ได้ เพราะถ้าตัวเราไม่มี เราก็จะไม่ได้ไม่เสีย เมื่อเราไม่ได้ไม่เสียอะไร จึงไม่มีอะไรทำให้เราเป็นทุกข์ ซึ่งตามความเป็นจริงของชีวิตนี้ ถ้าเรามีสติปัญญามากพอ ก็จะมองเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรเป็นของเราเลย มันเป็นเพียงความว่างเปล่า จึงไม่ควรเอาชีวิตตัวเองเข้าไปผูกมัดเอาไว้ เหมือนรถบรรทุก ที่ต้องแบกทุกสิ่งไว้จนหนัก เมื่อเทียบกับใจของคน จากคำว่าบรรทุก ก็กลายเป็น บรรทุกข์ แบกความทุกข์เอาไว้เต็มๆ แค่เรารู้เท่าทัน หมดสงสัย จนไม่เห็นค่าและไม่แบกรับมันไว้ ก็ปลอดโปร่งโล่งสบาย การฝึกทำใจไม่ให้ยึดติดกับทุกสิ่งนี้ แรกๆ เราอาจจะทำยาก แต่ก็ต้องตั้งใจฝึกฝน ถ้าทำบ่อยๆ รู้จักปลดปล่อยละวาง ร่างกายจิตใจก็จะสงบสุขขึ้น


สติปัญญาทำให้เรารู้เท่าทันว่า ที่เราเครียด กลุ้มใจก็เพราะเราไปยึดติดอยากได้-ดี-มี-เป็น โดยไม่รู้จักพอ ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นจะต้องเสื่อมสลายหมดไป เราจึงเสียดายและเสียใจ เพราะเราไปหลงคิดว่าทุกอย่างนั้นมันเป็นเราเป็นของเราไม่น่าจะจากเราไปเลย จึงรู้สึกสูญเสียผิดหวัง แต่ความจริงแล้วที่เราสูญเสียคนที่รัก ทรัพย์สินเงินทอง ถือว่าเสียเพียงนิดเดียวเท่านั้น เพราะอีกหน่อยเราจะต้องสูญเสียมากกว่านี้อีก นั่นคือเมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง แม้กระทั่งร่างกายและชีวิตนี้ ที่เราอุตส่าห์เฝ้าทะนุถนอมปรนเปรอมัน ถึงวันที่เราจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้อะไรจากเงินทองที่หามาด้วยความเหน็ดเหนื่อยตลอดชีวิต ต้องจากมันไป เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง นอกจาก บาป บุญ กรรมดีกรรมชั่ว และธรรมะ ที่จะติดตามเราไปทุกภพชาติ


หมั่นทำจิตให้สงบอยู่เสมอ ติดตามดูความรู้สึกนึกคิดให้รู้เท่าทันการปรุงแต่งทุกขณะ รู้เห็นแล้ว หมดสงสัยแล้ว ก็ปล่อยวางออกไปจากจิต อย่าไปยึดติดกับมัน ถ้าจะคิดการงานทำอะไร ให้คิดด้วยพื้นฐานของความสงบ คิดแล้วผ่อนคลายไม่เครียด นำปัญญามาแก้ไขปัญหาของชีวิต จิตที่ฝึกจนฉลาด จะไม่หลงยึดติดกับอารมณ์ ไม่ผูกพันอาลัยในสิ่งใดๆ เพราะรู้เท่าทันตามเป็นจริง นั่นแหละคือตัวชี้ผลของวิปัสสนา เราจะไปฝึกวิปัสสนาแบบไหนก็ได้ แต่อย่าไปติดรูปแบบวิธีการที่ชอบกำหนดตั้งกันขึ้นมา อย่าหลงยึดมั่นว่าแนวทางของตัวเองเท่านั้นที่ถูกต้อง เปิดใจไว้บ้าง อย่าเป็นชาล้นถ้วยที่เติมสิ่งดีๆ ไม่ได้อีกแล้ว



ธรรมะที่แท้จริงไม่เป็นอะไรทั้งหมด ธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมะที่แท้ย่อมอยู่เหนือหรือพ้นไปจากเหตุและผล เพราะถ้าเราไม่สมมุติคำว่าเหตุและผลขึ้นมาใช้พูดหรือเขียนกันแล้ว ธรรมะที่แท้จริงนั้นก็ย่อมจะมีอยู่เหมือนเดิม แม้ไม่มีเหตุและผล ธรรมะก็คือธรรมะอยู่วันยันค่ำ จิตที่ไม่มีกิเลส ย่อมไม่คิดว่าตัวเราเองเป็นอะไร ไม่คิดว่าตัวเป็นพระอรหันต์ ไม่คิดว่าตัวบรรลุโสดาบัน ไม่คิดว่าตัวเป็นปุถุชน เพราะฉะนั้นเราจึงควรมีศีล ทำจิตให้สงบ และปลดปล่อยความรู้สึกทั้งปวง แล้วเข้ามาปฏิบัติพิจารณาธรรม คือกายจิตเราเขา จนถอดถอนความเห็นผิดติดยึด ที่เรามีในกายจิตเราเขา ที่สุดก็จะหมดทุกข์และสงบเย็นได้ถาวร นี่คือจุดสูงสุดที่พระพุทธเจ้าสอน


เมื่อพูดถึงนิพพาน บางคนคิดว่าเป็นเรื่องที่สูงเกินกว่าที่ตัวเองจะรู้หรือเข้าถึงได้ แต่บางคนกลับคิดว่าตัวเองไปเห็นนิพพานมาแล้วจากการทำสมาธิภาวนา สรุปได้ว่า คนทั้ง 2 พวกนี้ ไม่ฉลาดพอๆ กัน ถามว่านิพพาน คืออะไร? ก็ตอบได้ว่า นิพพานไม่คืออะไรถ้าเรายังไม่เข้าใจ ก็ควรหันมาสนใจเรื่องพุทธธรรม และฝึกฝนปฏิบัติตามแบบฉบับที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า ถ้าถามว่า ชีวิตคืออะไร? ตอบได้ว่า ชีวิตคือภาวะรู้ ในกระแสของความไหลเวียนเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งที่หาความแน่นอนไม่ได้ เพราะกฎแห่งอนิจจตา คือความไม่เที่ยงที่ดำเนินอยู่บนโลกบนจักรวาลนี้ตลอดเวลา ซึ่งมีความทุกข์เป็นธาตุแท้ของชีวิต เพราะในขณะที่รู้สึกว่ามีความสุข จริงๆ แล้วเป็นเพียงช่วงที่ความทุกข์กำลังลดระดับลงเท่านั้น