วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร


กรรมและกิเลสที่ฝังอยู่ในจิตใจเรามานับชาติไม่ถ้วน ทำให้คนเราต้องเวียนว่ายตายเกิด การเกิดเป็นมนุษย์ถือว่ามีโอกาสดีที่สุด ที่จะฝึกฝนจิตใจตัวเองให้หมดทุกข์ได้ แม้เทวดาชั้นฟ้า บางครั้งก็ยากที่จะฝึกฝน เพราะอาจยึดติดกับความสุข เพลินเสวยบุญที่ได้รับ แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน หรือเปรต อบายภูมิ ก็ไม่มีโอกาสสร้างบุญกุศล แต่เพราะมนุษย์เท่านั้นที่ต้องก้าวไปสู่ความ แก่ เจ็บ ตาย ให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของชีวิต เรียกได้ว่าประสบพบเจอครบทุกอารมณ์ ทั้งเจ็บปวด ทรมาน มีความรู้สึกเป็นสุข พลัดพรากสูญเสีย ทำให้เรากลัว และไม่ประมาทในชีวิต


คำสอนที่ว่า เจ็บแล้วจำ ไม่ใช่ให้เราไปแค้นหรือทำร้ายใครตอบ แต่คือการเรียนรู้ประสบการณ์ที่ไม่ดี เป็นการเตือนสติกำหนดรู้ว่า ครั้งต่อไป เราจะไม่ทำเช่นที่ผ่านมาอีก หรือรู้เห็นแล้วว่า สิ่งใดดี คนใดไม่ดีเป็นภัยต่อตัวเรา ต่อไปเราจะมีวิธีจัดการกับใจตัวเองและกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ถูกทางมากยิ่งขึ้น เพราะมนุษย์มีสติปัญญา ความสามารถพอที่จะเข้าใจธรรม แยกแยะได้ ขอแค่ผู้นั้นสนใจ และตั้งใจศรัทธาในธรรมจริงๆ


การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อรอวันเจ็บ ตาย เพราะเมื่อเกิดมาแล้วก็มีความตายติดตัวมาด้วย ฉะนั้น เราควรเตรียมตัวก่อนที่เราจะตายจากโลกนี้ไป เพราะเราไม่มีวันรู้เลยว่า ลมหายใจสุดท้ายของเราจะหมดเมื่อเข็มนาฬิกาอยู่ที่เลขอะไร วันไหน สุดท้ายเราจะได้อะไรจากชีวิตนี้ ลองถามตัวเองอยู่บ่อยๆ แล้วปัญญาก็จะเกิดขึ้น


ทรัพย์สินเงินทองส่งเราได้แค่โรงพยาบาล ลูกหลานญาติพี่น้องส่งเราได้แค่เชิงตะกอน เราก็คงต้องไปตัวเปล่าเหมือนตอนที่เราเกิดมา ตัวเปล่าล่อนจ้อนเหมือนกัน แต่เราก็จะยังคงปฏิเสธโลกแห่งความเป็นจริงลำบาก เพราะคนเราก็ต้องทำมาหากิน ต้องกินต้องใช้ ต้องหาเงินเลี้ยงดูส่งลูกหลาน การที่เราหาเงินได้มากก็ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าหามาได้ด้วยความบริสุทธิ์ และพอเพียงในสิ่งที่ตนมี มีน้อยใช้ประหยัด มีเยอะใช้เยอะ ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร แต่ด้วยกิเลสของคน ที่มีมาก ก็ยิ่งอยากได้มาก เหนื่อยกับการแสวงหา กับความอยากที่ไม่เคยพอ



โบราณสอนว่า งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ เป็นพระอยู่ที่จริงหมายความว่าอย่างไร?

งามอยู่ที่ผี มีความหมายว่า ร่างกายเราเมื่อตายไปแล้วเรียกว่าผีหรือศพ เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา แต่ผีจะงามได้ ต้องมีเครื่องประดับให้งาม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ผู้เจริญสติปัฏฐาน เมื่อกำหนดรู้ทุกครั้งทุกคำไม่มีเจตนาทำบาป ถือว่ามีศีล ความตั้งใจกำหนดทุกขณะ จะทำให้เกิดสมาธิ คือขณิกสมาธิ*


เมื่อกำหนดรู้การมีศีลซักฟอกกายใจ มีสมาธิที่ตั้งมั่นแข็งแรง จากนั้นก็เดินหน้าอบรมใจให้เกิดปัญญา ให้คิดถูก ทำถูก และพูดถูก ถูกตามความเป็นจริงของธรรมชาติ จนเห็นพระไตรลักษณ์อันเป็นสามัญลักษณะของสรรพสิ่ง คือ เปลี่ยนแปลง ไม่เป็นดังใจ และยึดเอาเป็นที่พึ่งแท้จริงไม่ได้ ดังนั้น จึงได้ชื่อว่าได้บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา ไปพร้อมๆ กันนั่นเอง

ดีอยู่ที่ละ มีความหมายว่า ถ้าละกิเลสได้ ถือว่าดีแท้

เป็นพระอยู่ที่จริงมีความหมายว่า ผู้ใดเจริญวิปัสสนาจนเห็นอริยสัจ๔* ผู้นั้นชื่อว่า เป็นพระ เรียกว่า พระอริยเจ้า นับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป


* ขณิกสมาธิ หมายถึงภาวะที่จิตสงบระงับได้ชั่วคราว จัดเป็นสมาธิขึ้นต้นอันเกิดจากการปฏิบัติกรรมฐานที่ทำให้เกิดความสุขสบายได้ชั่วครู่ และเป็นเหตุให้ควบคุมสติอารมณ์ได้ในขณะประกอบกิจหรือศึกษาเล่าเรียน ทำให้ใจเย็นระงับอารมณ์ได้

* อริยสัจ 4 หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ ประกอบไปด้วย ทุกข์, ทุกขสมุทัย, ทุกขนิโรธ, ทุกขนิโรธคามีนิปฏิปทา ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ 12 ..2546 พระพรหมคุณาภรณ์ (.. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น