การเจริญภาวนา หรือเรียกอีกอย่างว่า การเจริญกรรมฐาน เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับศาสตร์อื่นๆ เช่น ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องวิจัยในห้องแล็ป คือจิตล้วนๆ และมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ศาสตร์นี้ถึงแม้จะเป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ก็ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฎเกณฑ์นี้ได้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพมหาศาล
เรื่องนี้ บางคนเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไว้ค่อยแก่ก่อนถึงทำ แล้วถ้าชีวิตอยู่ไม่ถึงแก่ล่ะ...
ผู้ปฏิบัติใหม่ๆ อาจจะยังไม่เข้าใจ สับสน ไม่รู้จะทำยังไง เพราะคำสอนของแต่ละสำนักครูบาอาจารย์มีมากมาย ทำให้จับจุดไม่ถูก ไม่รู้ว่าหัวใจแก่นแท้คำสอนอยู่ตรงไหนที่ใด
“การเจริญภาวนา”
ในทางพระพุทธศาสนามีสองแบบคือ
“สมถกรรมฐาน”
หรือ สมถภาวนา คือหลักหรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบทางจิตใจ หรือการทำจิตใจให้เป็นสมาธิมีความมั่นคงนั่นเอง ถือว่าเป็นพื้นฐานของวิปัสสนา คือจะทำให้เกิดสภาพจิตใจที่สงบนิ่ง ลองสังเกตดู เวลาที่เราไปอยู่ใกล้ๆ ครูบาอาจารย์ที่เจริญสมาธิ เราจะรู้สึกว่าเย็นๆ จิตใจเราก็สงบไปด้วยโดยไม่รู้ตัว นี่เรียกว่า เราไปอยู่ในปริมณฑลแห่งพลังสมาธิของท่านที่แผ่ออกมา ในทางกลับกัน ถ้าเราไปอยู่ใกล้ๆ คนที่มีโทสจริต เราจะรู้สึกร้อนๆ อึดอัดบอกไม่ถูก การปฏิบัติสมถะแม้มีคุณอันใหญ่หลวง เพราะเป็นฐานสำคัญ เป็นการเตรียมพื้นฐานทางจิตใจให้สงบ แต่ก็ยังไม่สามารถดับทุกข์โศกที่แท้จริงได้
ส่วน “วิปัสสนากรรมฐาน”
หรือ วิปัสสนาสมาธิ วิปัสสนาภาวนา มุ่งไปที่ความตื่นรู้ คือให้เรามีสติอยู่ในทุกๆ ลมหายใจเข้าออก ในทุกเรื่องที่คิด ทุกจิตที่ทำ ทุกคำที่พูด โดยให้เห็นถึง อนิจจัง
(ความไม่เที่ยง เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป) ทุกขัง (ความเป็นทุกข์) อนัตตา (ความไม่มีตัวตน) หรือที่เรียกรวมกันเรียกว่าไตรลักษณ์นั่นเอง ซึ่งหนทางหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าถึงและรู้แจ้งไตรลักษณ์ได้ชัดเจน ก็คือการปฏิบัติตามหลักที่เรียกว่าสติปัฏฐาน
4
“สติปัฏฐาน
4”
คืออะไร? แปลว่า ฐานที่ตั้งของสติ,
ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ เป็นการตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง มีสติกำกับดูสิ่งต่างๆ และความเป็นไปโดยรู้เท่าทันตามสภาวะของมัน โดยไม่ได้ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ที่ทำให้มองเห็นผิดเพี้ยนไปตามอำนาจของกิเลส จะเห็นได้ว่า วิปัสสนาและสติปัฏฐานนั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวโยงกัน โดยความเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กัน คือ วิปัสสนาญาณจะมีขึ้นไม่ได้เลย ถ้าหากขาดกระบวนการระลึกและพิจารณาธรรมตามแนวสติปัฏฐาน ๔
โดยสรุปแล้ว การเจริญภาวนาทั้งสองรูปแบบ ไม่ว่าจะสมถะภาวนา หรือวิปัสสนาภาวนา แม้วิธีและเป้าหมายจะต่างกัน แต่ก็เอื้อถึงกันคือ ผลที่ต้องการจากสมถะตามหลักพุทธศาสนา คือการสร้างสมาธิ ซึ่งสมาธิอันแรงกล้านี้ ก็เพื่อใช้เป็นฐานกำลังของวิปัสสนา โดยที่จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาสำเร็จด้วยวิปัสสนา ซึ่งเป็นหนทางปฏิบัติตามมรรค คือทางของพระพุทธเจ้า
ที่นี้เราจะเลือกการเจริญภาวนาแบบไหนดี…
การภาวนา ไม่ว่าจะกำหนดแบบไหนก็ตาม เป็นเพียงรูปแบบวิธีการเท่านั้น ให้ลองดูก่อนว่าแบบนั้นมันถูกกับจริตอุปนิสัยของเราหรือไม่ บางคนถนัดที่จะนำจิตไปเพ่งที่จุดๆ ใดจุดหนึ่ง จนเกิดเป็นสมาธิอันแน่วแน่และนิ่งสงบ เช่น ดูลมหายใจที่ปลายจมูก กำหนดหายใจเข้าพุทธ หายใจออกโธ หรือบางคนก็ดูการเคลื่อนไหวของท้องตามจังหวะการหายใจ รู้ว่าท้องกำลังยุบก็ ยุบหนอ รู้ว่าท้องกำลังพองก็ พองหนอ กำหนดรู้ทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย และสิ่งภายนอกที่มากระทบ
ลองสังเกตดูว่า วิธีไหนทำแล้วได้รับผลดีหรือไม่ ถ้าได้ผลก็ให้ทำไป ถ้าไม่ได้ผลก็ให้ลองทำแบบอื่นดูบ้าง จนกว่ามันจะลงล็อค เราต้องอาศัยการฝึกฝน ระยะเวลา และประสบการณ์ เราจะค่อยๆ รู้เองว่า เรากำหนดอย่างไร จิตถึงจะหยุดการปรุงแต่งที่ก่อให้เกิดกิเลสตัณหาได้ดี แล้วค่อยปฏิบัติบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญ
การภาวนาทุกรูปแบบ เป็นเพียงอุบายหลอกล่อจิต เพื่อให้จิตมาจับเกาะกับการกำหนดนั้น จิตจะค่อยๆ รวมตัวกันเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว อารมณ์เดียว จับจุดของจิตได้ จิตก็จะไม่หลงทาง จุดหมายปลายทางก็เพื่อทำให้จิตสงบ เบาสบาย เป็นอิสระ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น