ชีวิตของเรามีกายกับใจ ถ้าไม่ได้อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน สักวันสองวันสามวัน หรือสักอาทิตย์ เราคงไม่ต้องออกไปไหน เพราะกายเราคือสิ่งปฏิกูล แถมมีกลิ่นเหม็นโชยออกมา จิตใจเราก็เหมือนกัน ในชีวิตประจำวัน ใจเราก็กระทบอารมณ์แล้วเกิดความไม่พอใจ หงุดหงิด กลัว อิจฉา สะสมติดต่อกันมาเรื่อยๆ จนก่อให้เกิดเป็นนิสัย บางครั้งก็คิดไปตามกิเลส จิตใจเริ่มตกต่ำ กายเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางครั้งใจก็เป็นเปรต ใจนรก ใจยักษ์ บางทีคิดดีเป็นกุศล กลายเป็นเทวดานางฟ้า สลับกันไป
เรารักษาความสะอาดของจิตใจได้ ด้วยการเจริญเมตตาภาวนา หรือ เจริญอานาปานสติ คือการกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ในปัจจุบัน แต่ละขณะ พูดง่ายๆ คือ ให้มีสติ ไม่ว่าเดิน นั่ง นอน โดยกำหนดรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกติดต่อกันอย่างต่อเนื่องและอย่างสม่ำเสมอ ไม่ลืม ไม่เผลอ แต่ก็จะมีอิริยาบถบางอย่างไม่สะดวกที่จะเจริญอานาปานสติ หรือกำหนดรู้ลมหายใจ เช่น ขณะที่กำลังขับรถบนถนน บนทางด่วน เราก็ไม่ต้องกังวล คือไม่ต้องระลึกถึงลมหายใจ แต่ให้อยู่ในหลัก อานาปานสติให้ครบถ้วนคือ ทำหน้าที่ปัจจุบันให้ดีที่สุด ปัจจุบันเป็นสำคัญ เรื่อง อดีตไม่สำคัญ ไม่ต้องคิดถึง เรื่อง อนาคต ไม่สำคัญ ไม่ต้องไปคิดถึง ขอให้ตั้งใจขับรถให้ดีที่สุด อย่าให้เกิดอุบัติเหตุก็ใช้ได้ ใครจะขับรถไม่ดี ไม่รักษากฎจราจร แซงตัดหน้าเรา เกือบชน เกือบมีอุบัติเหตุก็ตาม น่าโมโหอยู่ แต่ช่างมัน พฤติกรรมของเค้าอย่าให้เราเกิดโมโห อย่าให้ใจเสีย อย่าให้เกิดอุบัติเหตุ รักษาใจเป็นปกติ ใจดี แล้วทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
เมื่อเราล้างใจโดยการเจริญอานาปานสติเป็นประจำ เราจะมีสติตลอดเวลา สามารถจัดการกับงานหลายอย่างที่เร่งรัดเข้ามาในเวลาเดียวกันได้ เพราะเมื่อรู้สึกวุ่นวาย สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจได้ทันทีโดยอัตโนมัติ จิตจะเริ่มสงบและรับรู้สิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริงทีละอย่าง ทำให้เกิดปัญญาที่จะแก้ไข หรือจัดการกับงานเหล่านั้นให้สำเร็จทีละอย่าง และเมื่องานแล้วเสร็จ สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจทันทีที่ว่างจากงาน เป็นการพักผ่อนด้วยอานาปานสติ
หลวงพ่อชาอธิบายว่า “เมื่อใดที่เราระลึกรู้ลมหายใจ ก็เป็นอานาปานสติเมื่อนั้น”
ในการปฏิบัติ เราต้องอาศัยอิริยาบถนั่งมากเป็นพิเศษ ทำให้หลายท่านพูดว่า การเจริญอานาปานสติทั้งในอิริยาบถ ยืน เดิน นอน นั้นผิดพุทธบัญญัติ ต้องเข้าป่าแล้วก็นั่งขัดสมาธิเท่านั้น แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว ในอานาปานสติสูตร ท่านก็ไม่เคยบอกว่าปฏิบัติไม่ได้ในอิริยาบถยืน เดินนอน แต่ที่นั่งเจริญอานาปานสติ ก็เพราะว่าสะดวกดี
สำหรับคนที่เริ่มต้น เริ่มจากท่าที่ง่ายที่สุด คือการนั่ง อย่างน้อยประมาณวันละ
20 นาที ตั้งใจทำสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ ซึ่งวิธีนี้ชาวตะวันตก ก็มีการทดลองจนยืนยันแล้วว่า การกำหนดเวลาแค่
20 นาทีต่อวัน เป็นประโยชน์มากกับชีวิตทั้งทางสุขภาพกายและใจ ชีวิตครอบครัว ไปจนถึงหน้าที่การงาน
ตัวอย่างคือ บริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งของประเทศแคนาดา ได้สรุปผลการศึกษาวิจัยที่ทำอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า
7 ปีว่า ลูกค้าที่อยู่ในโครงการประกันสุขภาพที่ทำสมาธิวันละ
20 นาทีทุกวัน ไปใช้บริการที่โรงพยาบาลน้อยครั้งกว่าลูกค้าที่ไม่ได้ทำสมาธิอย่างเห็นได้ชัด ทำให้บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลในโครงการประกันสุขภาพไปได้ถึง
13 %
ถามว่า นั่งสมาธิวันละ 20 นาที มีประโยชน์อะไร วันหนึ่งมี
24 ชั่วโมง นั่งสมาธิ
20 นาที จะสงบจริงได้สักกี่นาที เพราะเรานั่งแล้วก็ฟุ้งซ่าน ตั้งใจทำไป อาจได้แค่
5-6 นาทีก็เก่งแล้ว ถ้าอย่างนั้นให้เปรียบเทียบกับร่างกายนี้ วันหนึ่งใช้งานอยู่ตลอดวัน อาบน้ำทุกวันๆ ละ
20 นาทีหรือน้อยกว่านั้น ก็ยังทำให้เรารักษาความสะอาดความเป็นปกติของร่างกายไว้ได้ แต่ถ้าเราไม่ได้อาบน้ำเลยจาก
1 วันเป็นหลายๆ วัน ร่างกายไม่สะอาด เราเองก็ทนไม่ไหว เพราะฉะนั้น การได้สัมผัสกับสุขภาพใจที่ดี แม้แค่
5 นาที 10 นาที นั้นเป็นการตั้งต้นใหม่ของใจที่สะอาดเป็นปกติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งวัน
การเจริญอานาปานสติ หรือให้มีสติสัมปชัญญะ คุมจิตให้อยู่กับคำบริกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พุทโธ นั้น อาจเป็นเรื่องง่ายหรืออาจเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน คนที่โดยพื้นฐานเป็นคนคิดมาก ชอบเก็บทุกเรื่องมาคิดวนคิดเวียนอยู่ในใจ จนเป็นคนเครียดง่าย หากใช้วิธีการแบบนี้ หรือให้จิตจดจ่อกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด อาจจะยิ่งเป็นการเก็บความทุกข์ความเครียดทับถมกันอยู่ภายในจิตใจ จะยิ่งทำให้ปวดหัวและเครียดหนักขึ้นได้ ลองปฏิบัติโดยการขยับตัวหรืออวัยวะส่วนใดของร่างกาย เช่น ขยับมือ แขน ขา หรือกะพริบตา เพื่อให้หลุดออกมาจากความคิดที่วนเวียน หรือไม่ให้ถูกความคิดทั้งหลายที่มีอยู่ลากจิตไป ถ้าฝึกแบบนี้บ่อยๆและต่อเนื่อง จิตก็จะหลุดพ้นออกมาจากความหมกมุ่นครุ่นคิดภายในใจได้ แล้วจิตจะเป็นอิสระ และบริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ
*
อริยสัจ 4 หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ ประกอบไปด้วย ทุกข์,
ทุกขสมุทัย, ทุกขนิโรธ, ทุกขนิโรธคามีนิปฏิปทา ที่มา
: พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ 12 พ.ศ.2546 พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น