วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ลองฝึกสมาธิกันดีกว่า


ตามที่ได้บอกไว้ข้างต้นว่า การกำหนดทำได้หลายรูปแบบ นี่คือวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ ความรู้สึกอยู่ที่ไหน จิตอยู่ที่นั้น นั่งขัดสมาธิแล้วปวดขา ปวดข้างไหน ก็กำหนดรู้ว่าปวดตรงนั้น ปล่อยวางจิตให้อยู่เหนือเวทนาคือความเจ็บปวดนั้น ตัวเรากับขาที่ปวด มันคนละส่วนกัน เราเป็นแค่ผู้เห็นทุกขเวทนาเท่านั้น ไม่ต้องไปยินดียินร้ายกับมัน มองดูเวทนาอยู่ห่างๆ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ติดต่อกัน ต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดกำลังใจอย่างหนึ่ง เรียกว่า สติระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้สึกตัว ถ้าเรามีแล้ว อย่างน้อยจิตใจเราก็เริ่มสงบ ถึงจะมีอารมณ์ความรู้สึกไม่ดีอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าไปติดอารมณ์ ถ้าเราคิดไปตามอารมณ์ ก็เหมือนสมองของเราเข้าห้องน้ำไม่ทัน อารมณ์โกรธอารมณ์ไม่ดีถือได้ว่าเป็นอุจจาระทางจิตใจ ถ้าเราคิดโกรธแล้ว ก็เหมือนกับว่า อุจจาระกำลังกระจายอยู่ในสมอง แล้วแสดงออกทางวาจา แสดงออกทางกาย เท่ากับว่าเข้าห้องน้ำไม่ทัน ทำให้เหม็นไปทั่ว คนรอบข้างก็รู้สึกขยะแขยง


สมมุติว่ามีแมววิ่งมาทำให้อะไรตกแตก แล้วใครคนหนึ่งโมโหโวยวาย แถมเอาไม้ไล่ตีแมว คนนี้ก็แสดงความโกรธออกมาทางกาย วาจา ใจ ของตกแตกไม่เท่าไหร่ แต่มีคนทำให้บรรยากาศเสีย เป็นที่น่าเบื่อของคนที่อยู่รอบข้าง พลอยทำให้รู้สึกอึดอัดไม่ชอบใจ แทนที่จะสงบสติอารมณ์กับของที่แตกไปแล้ว แล้วใช้ปัญญาหาทางแก้ไขปัญหา เช่น ยังติดกาวได้มั้ย หรือนำไปซ่อมได้มั้ย แต่กลับทำลายบรรยากาศ ให้เลวร้ายยิ่งไปกว่าเดิม


แม้แต่การทำงาน ทุกคนก็มีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี มีเรื่องที่ทั้งถูกใจเราและเรื่องที่ไม่ถูกใจ และไม่มีใครที่มีชีวิตการงานราบรื่นโดยไม่เคยพบเจออุปสรรคหรือความไม่ชอบใจ แต่ถ้าเรามัวแต่ยึดติดกับมัน ใส่อารมณ์ไปกับทุกเรื่องทุกปัญหา ไม่ใช่แค่ตัวเราเองที่เครียดไม่จบ แต่รังสีความอึดอัดมันแพร่ขยายไปยังผู้ร่วมงาน นอกจากจะไม่ได้ช่วยทำให้งานดีขึ้น ยังทำให้สถานการณ์ที่แย่อยู่แล้วยิ่งแย่ลง และตัวเราเองก็จะดูแย่ในสายตาคนอื่น ทั้งยังเป็นที่น่าเอือมระอาอีกด้วย


อารมณ์ไม่สบายใจต่างๆ โกรธ กลัว น้อยใจ อิจฉา เหล่านี้ก็เทียบได้กับน้ำที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นดีใจ เสียใจ พอใจ ทั้งนี้ก็เรียกว่า อารมณ์ไม่สะอาด ล้วนเป็นอุจจาระทางจิตใจ ซึ่งธรรมชาติของจิตก็ชอบติดนิสัยคิดมากอยู่แล้ว การปฏิบัติฝึกจิตสมาธิ จึงจำเป็นต้องฝึกกำหนดรู้ เพื่อปล่อยวางอารมณ์ยินดียินร้ายเหล่านี้


อดีตที่ผ่านไปแล้วเป็นเหมือนความฝัน ก็ให้ปล่อยวาง ทั้งยังไม่ต้องไปห่วงคิดถึงอนาคต ทำจิตใจให้สงบ เมื่อสงบแล้วเราจะสัมผัสได้ถึงความเป็นอนัตตา ซึ่งก็คือ การไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของเรา ไม่ต้องเข้าไปยึดมั่น หัดปล่อยวาง ถ้าเรายังไม่ยอมปล่อย เราก็ยังต้องติดป้ายความเป็นตัวกูเอาไว้ ซึ่งก็ไม่ได้มีอยู่จริง มีการแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา บางครั้งเราก็เป็นลูก กับบางคนเราก็เป็นแม่ เป็นพ่อของเค้า เป็นเพื่อนของเค้า


เมื่อเรานับถือพระพุทธศาสนา ครั้นเป็นทุกข์ไม่สบายใจ ให้กำหนดว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึกของข้าพเจ้า พระพุทธเจ้า หรือพุทธะ ก็คือตัวรู้ เรารู้อยู่ รู้เฉยๆ อาการไม่สบายใจเราก็รู้อยู่ ทุกข์นี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ให้มีสติระลึกรู้อย่างนี้ วิธีการเหมือนจะสะกดจิตตัวเอง แต่ก็เพราะว่าจิตใจของคนเรามีพลังมหาศาล คิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น จิตมีอำนาจ ชีวิตสุขสบาย มีทรัพย์สิน ยศฐาบรรดาศักดิ์มากมาย แต่ถ้าใจไม่สบายมีทุกข์ ชีวิตก็อมทุกข์ ในทางกลับกัน แม้ป่วยระยะสุดท้ายแต่มีจิตใจที่แข็งแรง รู้จักการปล่อยวาง จิตใจก็เป็นสุขได้ ทั้งยังมีโอกาสส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น