วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

มีสติ มีสุข มีทางออก


สติ หมายถึง การระลึกได้, นึกได้, ความไม่เผลอ, การคุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง, จำการกระทำและคำที่พูดแม้เวลาผ่านไปนานแล้วได้


สติ พัฒนาได้ด้วยการเจริญสติ ซึ่งก็คือ การฝึกให้รู้ตัวหรือการฝึกให้รู้กายและรู้จิตนั่นเอง ด้วยการพยายามกำหนดรู้ทุกอิริยาบถ เวลานั้นๆ และรับรู้ความรู้สึกที่เข้ามาตามทวารต่างๆอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลาให้ได้มากที่สุด ทวารทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามีหน้าที่ดู เห็น หูมีหน้าที่ได้ยินได้ฟัง จมูกมีหน้าที่ดม รับรู้กลิ่น ลิ้นมีหน้าที่ชิมรส รู้รส กายมีหน้าที่ถูกต้อง สัมผัส หยิบ จับ ใจมีหน้าที่คิด นึกตรึกตรอง พิจารณา


เช่น เดินก็ให้รู้ว่าเดิน นั่งก็ให้รู้ว่านั่ง หรือกำลังเอื้อมมือไปจับช้อน ก็ให้รู้ว่ากำลังจับช้อน เคี้ยวก็ให้รู้ว่ากำลังเคี้ยว แม้อาหารที่เราตักเข้าปากไปจะทำให้เรารู้สึกร้อน ไม่ต้องใส่ความรู้สึกเข้าไปว่า ร้อนจัง คายดีกว่า! ร้อนก็แค่ให้รู้ว่าร้อนก็พอ


ทวารทั้ง 6 นี้ เป็นปัจจัยร่วมเกิดของบุญและบาป เพราะเป็นช่องทางไปสู่การปรุงแต่ง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความรัก ความชัง ความรู้สึกต่างๆที่ทับถมเข้าสู่จิตใจ ฉะนั้น เราจึงต้องหาทางรู้เท่าทันกิเลสต่างๆเหล่านี้ โดยใช้สติกำหนด ซึ่งการเจริญสติตามแนวสติปัฏฐาน 4* นี้ เช่น เมื่อตาเห็น ก็ให้กำหนดว่า เห็นหนอ (“หนอพูดเพื่อตัดตอนการปรุงแต่งของจิต) ถ้าเรากำหนดรู้ได้ทันปัจจุบัน ก็จะสักแต่ว่าเห็น คือ เพียงแต่ว่าเห็นเท่านั้น ผลที่ตามมาคือ จิตก็จะปล่อยวาง วางเฉย การกำหนดรู้เช่นนี้ ถ้าทำอย่างต่อเนื่อง จิตก็จะสงบลง จะทำให้เกิดกำลังของจิตที่พร้อมต่อการพัฒนาไปสู่ปัญญา คือความรู้ที่ถูกต้องตามเป็นจริง ด้วยการเข้าไปพิเคราะห์พิจารณาโดยแยบคาย (โยนิโสนสิการ) และน้อมเข้ามาสู่ตน (โอปนยิโก) ในขั้นต่อๆ ไป


พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุเกี่ยวกับการกำหนดรู้ทวารทั้ง 6 ไว้ว่า เหมือนเอาสัตว์ 6 ชนิด มาผูกเชือกไว้แล้วมัดรวมไว้ที่เดียวกัน สัตว์แต่ละตัวก็จะดึงไปที่อยู่ของตัวเอง ตัวไหนมีกำลังมากก็ลากสัตว์อื่นไป งูจะไปสู่จอมปลวก จระเข้จะลงน้ำ นกจะบินขึ้นฟ้า สุนัขบ้านจะไปยังหมู่บ้าน สุนัขจิ้งจอกจะเข้าป่า ลิงก็จะปีนขึ้นต้นไม้ ผู้ที่ไม่เจริญสติก็จะถูก ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ดึงไปและตกเป็นทาสของรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และความนึกคิด


การมีสติอยู่กับตัวเอง จะสามารถพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุผล รู้จักควบคุมอารมณ์ไม่ให้หวั่นไหวไปตามสิ่งที่มากระทบ ไม่ใช่แค่ช่วยดับทุกข์เท่านั้น แต่ยังเห็นผลในการใช้ชีวิตประจำวัน หลายครั้งที่เราออกจากบ้านไปไกลแล้ว เพิ่งคิดได้ว่า ปิดแก๊สหรือยัง? เมื่อกี้ล็อครถหรือเปล่า? ทำให้ต้องเสียเวลาย้อนกลับไปดูใหม่ การฝึกสติทำได้ตลอดเวลา แค่ระลึกว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ ยืนอยู่ เดิน นั่ง แปรงฟัน อาบน้ำ นอน ไม่วอกแวกคิดฟุ้งซ่านไปเรื่องอื่น เมื่อคุมจิตได้ ก็ควบคุมกายได้ ถ้าฝึกบ่อยๆ จนเป็นความเคยชิน เราจะเห็นความเคลื่อนไหวเป็นไปเกิดดับของสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่เผลอ ไม่ประมาท เรื่องยุ่งเหยิงก็จะไม่เกิดขึ้น


* *ที่ตั้งของสติ การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ผู้แต่ง พระธรรมปิฎก สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย .. 2546 หน้า 141

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น