คำกล่าวที่ว่า ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม ยังใช้ได้ดีเสมอ คนที่ได้เห็นทุกข์ มองในแง่ดี จริงๆ แล้วเป็นคนโชคดี เพราะได้เห็นถึงไตรลักษณ์ นั่นคือ เห็นถึงความเป็นอนิจจัง มีเกิด ก็มีดับ หรือมีการแปรสภาพไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งจะอยู่เพียงชั่วคราว ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ เห็นถึงอนัตตา ความว่างเปล่า ไม่มีตัวตน ไม่มีเจ้าของ
ไตรลักษณ์เป็นความจริงในธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ และทรงสอนเราให้รู้และเข้าใจ ถ้ารู้แจ้งไตรลักษณ์ด้วยวิปัสสนาญาณ ก็จะสามารถถอนตัณหาอุปทานในชีวิตและสิ่งทั้งหลายได้ จะทำให้พ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง ถ้าไม่สามารถรู้ได้ด้วยวิปัสสนาญาณ แต่รู้ด้วยปัญญาจดจำมา ก็จะทำให้รู้หลักความจริงในชีวิต เมื่อเรายอมรับหลักความจริงนี้แล้ว ก็จะสามารถอยู่ในโลกที่แสนจะสับสนวุ่นวายนี้ได้อย่างสงบสุข
คนฉลาดย่อมเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสเสมอ การที่เรามีทุกข์ ได้เห็นกับสัจธรรมนี้ ทำให้เรามองสิ่งต่างๆ ครบทุกด้าน ทั้งด้านดีและด้านเสีย ด้านทุกข์และด้านสุข ด้านสมหวังและด้านผิดหวัง เมื่อชีวิตเจอกับความสุขสมหวัง ก็จะไม่ตื่นเต้นดีใจจนเกินไป เมื่อถึงคราวเจอกับความทุกข์และผิดหวัง ก็จะไม่ทุกข์เกินไป เพราะเราคาดหมายไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว
คนส่วนใหญ่มักจะมองโลกและชีวิตเฉพาะในแง่เดียว คือแง่ที่ตัวเองชอบ ทำงานก็มองแต่แง่ผลสำเร็จ ค้าขายก็มองเฉพาะแง่กำไร มีความรักก็มองเฉพาะในแง่สมหวัง เมื่อชีวิตแสดงด้านเสียออกมา ก็เป็นทุกข์ร้อน คนที่รู้หลักอนิจจัง ทุกขัง จัดว่าเป็นคนที่รู้กฎกติกาของชีวิต ยิ้มเสมอทั้งในเวลาที่ผิดหวังและสมหวัง คนแบบนี้จะได้เปรียบในทุกสถานการณ์ของชีวิต เพราะเค้ารู้ว่า ทุกสิ่งเมื่อเกิดมาแล้ว มันจะค่อยๆ เสื่อมลง ในที่สุดก็จะหายไป จิตใจจะเข้มแข็ง อดทนต่อความทุกข์ได้ อย่างมีความเข้าใจและแจ่มใส ไม่มีทางที่จะฆ่าตัวเอง เพราะรู้ดีว่า ถ้าอดทนต่อไปอีกหน่อย ทุกข์นั้นก็อาจจะหนีจากไปเอง
สำหรับหลัก อนัตตา ความว่างเปล่าไม่มีตัวตน เป็นหลักที่ลึกซึ้งที่สุด เข้าใจยากที่สุด เพราะเป็นหลักความคิดใหม่ ที่ฝืนความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไป การเข้าใจหลักอนัตตา จะทำให้เราถอดถอนความยึดถือเรื่องตัวกูของกูได้อย่างเด็ดขาด เมื่อหมดความยึดถือในตัวกูของกูได้แล้ว ความยึดถือในสิ่งอื่นๆ ก็พลอยหมดไปด้วย เพราะตัวกูของกู เป็นสุดยอดของสิ่งที่คนยึดถือ และเพราะการยึดถือตัวกูของกูนี่แหละ ความชั่วและทุกข์ทั้งปวงจึงเกิดมา
นิทานเรื่องหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว ด้วยความโง่เขลา มันจึงเดินซุ่มซ่ามตกลงไปในบ่อแห่งหนึ่ง มันร้องครวญครางอยู่เป็นเวลานาน ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีช่วยมันขึ้นมา ในที่สุดชาวนาก็หวนคิดขึ้นได้ว่า เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้ว อีกอย่าง บ่อนี้ก็ต้องกลบ ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา ชาวนาจึงไปขอร้องชาวบ้านให้มาช่วยกันกลบบ่อ ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ ครั้งแรกเมื่อดินไปถูกหลังลา มันก็สะดุ้งร้องโหยหวนทันที เพราะรู้ชะตากรรมของตัวเอง สักพักทุกคนก็แปลกใจเพราะเจ้าลาเงียบเสียงไป เพราะหลังจากที่ชาวนาตักดินใส่ลงไปในบ่อได้สักสองสามพลั่ว เมื่อเหลือบมองลงไปในบ่อ ก็ต้องพบกับความประหลาดใจ เพราะลามันจะสะบัดเดินออกทุกครั้งที่มีผู้สาดดินลงไปกระทบโดนหลังของมัน แล้วมันก็จะก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินนั้น ยิ่งทุกคนพยายามเร่งสาดดินลงไปมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็ก้าวขึ้นมาได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น ไม่ช้า เจ้าลาตัวนั้นก็สามารถหลุดพ้นจากปากบ่อนั้นมาได้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ชีวิตนี้มีอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาหาเรา ก็เปรียบเสมือนดินที่สาดเข้ามาหาเรา จงอย่าท้อถอยและยอมแพ้ ใช้สติและปัญญาแก้ไขมัน เพื่อที่จะก้าวออกจากปัญหาได้สูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเจ้าลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้
จำไว้ว่า ทุกข์ที่สุดอยู่ที่ตรงไหน สุขที่สุดมันก็อยู่ที่ตรงนั้น
เมื่อมีความทุกข์ จงหยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด ตั้งสติใช้ปัญญา อดทนอดกลั้น หยุดทุกสิ่งไว้ก่อน ยังไม่ต้องแก้ปัญหาภายนอก ขอให้แก้ปัญหาที่ภายในก่อน กำหนดสติสมาธิ ปล่อยวางความรู้สึกที่ไม่ดี ปล่อยจิตให้ว่างๆ ว่างจากอดีต ว่างจากอนาคต เหลือแต่จิตที่มีความรู้สึกตัว เมื่อจิตสงบสบายแล้ว ค่อยๆ คิดแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา เมื่อจิตใจดีสบายใจ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ให้มีความหวังและกำลังใจที่จะสู้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น