ชีวิตทุกชีวิตมีส่วนแห่งความเป็นพุทธะ กล่าวคือ เราทุกคนย่อมมีคุณสมบัติที่เชื่อมโยงสอดคล้องกันกับธรรมชาติ รู้ได้ถึงความขัดแย้งและสอดคล้องกันระหว่างตนกับธรรมชาติ ความรู้เช่นนั้นก็คือ “พุทธะ”
แต่ทุกชีวิตก็ไม่อาจเป็นพุทธะได้เสมอไป เพราะในเมื่อคนเรายังวิ่งไปตามอำนาจกิเลส ความรู้ถูกผิดก็ไม่มี ถ้าเราจะแสวงหาพระพุทธเจ้าในตัวเรา เราก็ผิดหวัง เพราะตัวเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า ความจริงแล้วก็ไม่ใช่ตัวใครของใคร แต่ถ้าเมื่อไหร่เราหมดความรู้สึกว่ามีตัวตน
(อนัตตา) นั่นแหละคือส่วนแห่งความเป็นพระพุทธเจ้า
สำหรับผู้ที่ฝึกปฏิบัติภาวนาด้วยการนั่งสมาธิ จะเป็นพันเป็นหมื่นครั้งก็ตาม ก็ไม่แน่นักว่าจะสิ้นกรรมได้ เพราะความทุกข์อันร้ายกาจมันเกิดจากความเห็นผิด ความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเราเป็นผู้นึกคิดปรุงแต่งขึ้นมาเอง ความจริงแล้ว ความสุขแท้ๆ ความทุกข์แท้ๆ นั้นไม่มี ที่มันมี เพราะเราคิดผิดเอาเองว่ามันเป็นสุขหรือมันเป็นทุกข์ แต่ถ้าเราไม่หลงติดอยู่ในความสุขและความทุกข์แล้ว สิ่งเหล่านั้นมันก็จะหมดไปทันที ปัญหาทางใจก็จะหมดไป
การปฏิบัติวิปัสสนาไม่ใช่การนั่งหลับตา เพราะทั้งการหลับหรือไม่หลับตา ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอก ว่าเรากำลังวิปัสสนาอย่างแท้จริง แค่เรามีสติความรู้สึกตัวและทำความคิดนึกให้มันถูกต้องต่างหาก เมื่อคิดถูกเราจะไม่ทุกข์ เมื่อไม่มีความอยาก นั่นแหละคือตัวชี้ผลของวิปัสสนา เราจะไปฝึกวิปัสสนาแบบไหนก็ได้ แต่อย่าไปติดรูปแบบวิธีการที่ชอบกำหนดตั้งกันขึ้นมา อย่าหลงยึดมั่นว่าแนวทางของตัวเองเท่านั้นที่ถูกต้อง เปิดใจไว้บ้าง อย่าเป็นชาล้นถ้วยที่เติมสิ่งดีๆ ไม่ได้อีกแล้ว
ธรรมะที่แท้จริงไม่เป็นอะไรทั้งหมด ธรรมะเป็นธรรมชาติ ธรรมะที่แท้ย่อมอยู่เหนือหรือพ้นไปจากเหตุและผล เพราะถ้าเราไม่สมมุติคำว่าเหตุและผลขึ้นมาใช้พูดหรือเขียนกันแล้ว ธรรมะที่แท้จริงนั้นก็ย่อมจะมีอยู่เหมือนเดิม แม้ไม่มีเหตุและผล ธรรมะก็คือธรรมะอยู่วันยันค่ำ จิตที่ไม่มีกิเลส ย่อมไม่คิดว่าตัวเราเองเป็นอะไร ไม่คิดว่าตัวเป็นพระอรหันต์ ไม่คิดว่าตัวบรรลุโสดาบัน ไม่คิดว่าตัวเป็นปุถุชน เพราะฉะนั้นเราจึงควรมีศีล ทำจิตให้สงบ และปลดปล่อยความรู้สึกทั้งปวง แล้วเข้ามาปฏิบัติพิจารณาธรรม คือกายจิตเราเขา จนถอดถอนความเห็นผิดติดยึด ที่เรามีในกายจิตเราเขา ที่สุดก็จะหมดทุกข์และสงบเย็นได้ถาวร นี่คือจุดสูงสุดที่พระพุทธเจ้าสอน
เมื่อพูดถึงนิพพาน บางคนคิดว่าเป็นเรื่องที่สูงเกินกว่าที่ตัวเองจะรู้หรือเข้าถึงได้ แต่บางคนกลับคิดว่าตัวเองไปเห็นนิพพานมาแล้วจากการทำสมาธิภาวนา สรุปได้ว่า คนทั้ง
2 พวกนี้ ไม่ฉลาดพอๆ กัน ถามว่านิพพาน คืออะไร?
ก็ตอบได้ว่า “นิพพานไม่คืออะไร”
ถ้าเรายังไม่เข้าใจ ก็ควรหันมาสนใจเรื่องพุทธธรรม และฝึกฝนปฏิบัติตามแบบฉบับที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า ถ้าถามว่า ชีวิตคืออะไร?
ตอบได้ว่า ชีวิตคือภาวะรู้ ในกระแสของความไหลเวียนเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งที่หาความแน่นอนไม่ได้ เพราะกฎแห่งอนิจจตา คือความไม่เที่ยงที่ดำเนินอยู่บนโลกบนจักรวาลนี้ตลอดเวลา ซึ่งมีความทุกข์เป็นธาตุแท้ของชีวิต เพราะในขณะที่รู้สึกว่ามีความสุข จริงๆ แล้วเป็นเพียงช่วงที่ความทุกข์กำลังลดระดับลงเท่านั้น

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น