วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

มีสติก่อนจะเสียสติ จงสงบก่อนจะเป็นบ้า


ทุกคนมักจะได้ยินคำว่า สติสัมปชัญญะ อยู่บ่อยๆ แต่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจถึงความหมายดีพอ พระอาจารย์มานพ อุปสโม จึงได้อธิบายในหนังสือ ทำอย่างไรให้ใจถึงธรรมไว้ว่า สติคือ การระลึก แต่ไม่รู้สึก สัมปชัญญะทำหน้าที่รู้สึก แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ระลึก พอเอาทั้งสองมารวมกัน เรียกว่า สติสัมปชัญญะแปลว่า ระลึกรู้


การปฏิบัติธรรมที่เราเชื่อว่าถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน ก็คือการตามสังเกตใจ เพื่อพัฒนาการระลึกรู้ ถ้ามีสติระลึกถึง สัมปชัญญะก็เกิดขึ้นทำหน้าที่รู้สึก พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า สติสัมปชัญญะเป็นธรรมที่มีประโยชน์มาก ประโยชน์ต่อการรู้ธรรมชาติจริงของจิต และเมื่อจิตมีสติสัมปชัญญะแล้วก็จะเกิดปัญญา ปัญญาที่จะมีความรอบรู้ในสิ่งสองสิ่ง หนึ่ง รู้ความรู้สึก คือ รู้ จิตตามความเป็นจริง และสอง รู้สิ่งที่มาให้จิตได้รับรู้ คือ รู้ อารมณ์ตามความเป็นจริง



การที่คนเราจะมีสติได้ จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝน ทุกคนมี 24 ชั่วโมงต่อวันเท่ากัน แต่หลายคนมักมีเหตุผลว่า ไม่มีเวลา คนที่คิดว่าไม่มีเวลาก็จะไม่มีเวลา คนที่บอกว่าไม่มีเงิน ก็จะคิดว่าตัวเองไม่มีเงินไปจนวันสุดท้าย แม้แต่การมีบิดามารดา มีสามีภรรยา มีลูกที่ต้องเลี้ยงดู มีภาระการงานต้องรับผิดชอบ ข้ออ้างทั้งหมดนั้นไม่ใช่อุปสรรคที่แท้จริง แต่ใจเราที่ไม่มุ่งมั่นจริงต่างหากที่มันเป็นอุปสรรคอย่างแท้จริง


การทำตัวเองให้มีสติ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปทำตามวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมเท่านั้น เพราะการกำหนดจิต เราสามารถกำหนดจิตของเราให้มีสติรู้ได้ในทุกขณะ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งทำได้ทุกที่ทุกเวลา มือของเรากำลังพิมพ์งาน ขาของเรากำลังก้าวเดิน จะกิน จะนั่ง หรือแม้แต่การนอน ทั้งหมดเป็นขั้นตอนแห่งการรู้เห็นธรรมะตามสภาวะที่เป็นอยู่


วิธีการนี้ เราสามารถรู้เห็นได้ถึงการเกิด-ดับ ของสรรพสิ่ง เช่น ถ้าเรายืนนานๆ เราจะรู้สึกได้ว่าเราเมื่อย อยากนั่ง พอได้นั่ง แรกๆ ก็เกิดความรู้สึกสบายหายเมื่อย แต่ถ้านั่งนานเข้า ความรู้สึกสบายก็ดับไป ความรู้สึกเมื่อยก็จะเกิดขึ้นอีก ต้องขยับเปลี่ยนท่าไปอีกเรื่อยๆ หรือบางคนบอกว่าชอบนอนมาก แต่ก็ไม่มีใครที่สามารถนอนอยู่อย่างนั้นได้นานเป็นวันๆ หรือเป็นเดือน โดยไม่ขยับลุก (เว้นแต่ผู้ป่วยที่นอนขยับตัวเองไม่ได้) นอนไปสักพัก ก็จะเริ่มเมื่อย เปลี่ยนท่าจากนอนหงายเป็นตะแคง ตะแคงซ้ายก็เปลี่ยนเป็นตะแคงขวา สลับกันไปอย่างนี้


การฝึกจิต จะทำให้จิตของเราไม่วุ่นวาย นี่คือวิธีแก้โรคจิตได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เรามีจิตใจเป็นธรรมะ หมดกิเลส หมดทุกข์ หมดตัณหาราคะ ได้หรือไม่? นี่คือปัญหาสุดยอดที่ไม่มีใครรู้กับเราได้ บางทีเค้าว่าเรามีปัญญารู้แจ้งอย่างทะลุปรุโปร่งในพุทธธรรม แต่เราอาจจะโง่ที่สุดในเรื่องของพุทธธรรมก็ได้ ตราบใดที่เรายังไม่หมดกิเลสตัณหา เราเท่านั้นที่รู้ดีกว่าคนอื่น ดังนั้นทุกคนจะต้องมองดูตัวเอง ถ้ารู้สึกเบื่อโลกก็จงเบื่อให้ถูกวิธี ต้องมองให้เห็นโทษของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความทุกข์ทรมานทั้งกายใจ แล้วจึงดิ้นรนหาทางหลุดพ้นรอดตัวรอดใจไปจากสิ่งเหล่านั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น